มือมฤตยู

ตามความเข้าใจฐานราก เย็นวันศุกร์คือช่วงที่ความหฤหรรและก็ผ่อนคลาย

หากจะเว้นเสียแต่อยู่บ้างก็คงจะเป็นคนเมืองที่กรุงเทพฯ เพราะว่ารถติดวอดวายกระทั่งไม่มีอารมณ์สุนทรี

 ธรรมดาแล้ว อังกฤษ ประเทศที่ผับมีทุกหัวมุมถนนและก็มีมากมายกกว่าร้านขายกาแฟ ถ้าเป็นวันสุดท้ายที่การทำงานรายสัปดาห์แบบนี้ ไปดูได้เลย ข้างหลัง 5-6 นาฬิกาเย็นไปแล้วจะเห็นคนออกมายืนกันจนถึงหน้าร้านค้า ในมือถือเครื่องดื่มกระตุ้นเลือดลมขนาด 1 ไพน์ตคุยกันครึกครื้น

ที่ออกมายืนนี่ก็เพราะว่าด้านในร้านค้ามันเต็ม คนเยอะ หน้าเคาน์เตอร์บาร์บุคลากรก็ยุ่ง ลูกค้าต่อคิวสั่งเบียร์สดกันโดยตลอด

มันคือบรรยากาศของความผ่อนคลาย จำนวนมากก็มากันทั้งชุดใส่ทำงานนั่นแหละ แวะมากระดกสัก 2-3 ไพน์ต ตึงๆแล้วค่อยเข้าบ้าน

ซึ่งถ้าลูกค้าคนใดกันเป็นแฟนบอล เชื่อเหลือเกินว่าศุกร์ก่อนหน้าที่ผ่านมาจะยิ่งรู้สึกสนุกเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะแฟนผี

สื่อทีนี่ถึงกับพูดว่า ค่ำวันศุกร์ที่ผับจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โน่นเพราะว่าฤดูนี้เป็นครั้งแรกที่ พรีเมียร์ ลีก มีโปรแกรมเตะกันวันศุกร์ด้วย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบ เซาธ์แฮมป์ตัน เตะประเดิมการปรับแผนผังการแข่งขันใหม่ของ พรีเมียร์ ลีก

เวลาคิ๊กออฟที่บ้านพวกเราคือตี 2 จัดว่าดึกไปสักนิดสักหน่อย แต่ว่าที่อังกฤษ 2 ทุ่ม เวลากำลังได้เลย ยิ่งฤดูร้อนแบบนี้ดวงตะวันตกช้า บรรยากาศเลยครื้นเครงมาก

การที่จำเป็นต้องมาเตะเร็ววันศุกร์ โดดๆอยู่คู่เดียว เชื่อเหลือเกินว่าไม่เพียงแค่แฟนผีที่จะสังเกตดูเกมนี้ แม้แต่แฟนทีมอืนมีช่องทางก็ตั้งตาดูอย่างเดียวกัน

มีหลายเหตุผลที่ทำให้เกมนี้เป็นที่สนใจ

หนึ่งในนั้นหนีไม่พ้น ปอล ป็อกบา

ป็อกบา คือนักเตะที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุดในโลกแล้วในตอนก่อนหน้าที่ผ่านมานับจากย้ายกลับรังเก่าด้วยค่าจ้างเป็นสถิติโลก

เรียกว่าของใหม่กำลังเห่อ

นัดหมายเปิดฤดูบุกอัด บอร์นมัธ ยังเร็วเกินไปที่จะมีส่วนร่วม แต่ว่าต่อจากนั้น มูรินโญ่ ก็แถลงชัดว่า ป็อกบา จะได้ลงสนามแน่ในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

คำบอกเล่าของ มูรินโญ่ ถูกตอกย้ำซ้ำเติมด้วยการที่ ป็อกบา ขึ้นเป็นนายแบบหน้าปก United Review หนังสือแม็ทช์เดย์ โปรแกรม ของนัดหมายนี้

ปรากฏว่า ป็อกบา ถูกส่งลงสนามเป็นตัวจริงโดยทันที โดยจับคู่กับ มารูยาน เฟลไลนี่

แค่การออกมาวอร์มอัพของเหล่านักเตะ โดยเฉพาะ ป็อกบา ที่ปรากฏโฉมในโรงแสดงละครที่นี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี ก็เรียกเสียงเชียร์กระหึ่มจากแฟนบอล

โชเซ่ มูรินโญ่ ขึ้นชื่อเรื่องผลงานการควบคุมทีมในบ้าน ออกมากระตุ้นว่าแฟนบอลจะมีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการนำ Fear factor กลับมาสู่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

นี่เป็นเกมที่แฟนบอลไม่ทำให่้นักเตะผิดหวัง และก็นักเตะก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวังเช่นเดียวกัน

บรรยากาศใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่เสียงเชียร์ดังสะเทือนเลื่อนลั่นแบบนี้ ครื้นเครง คึกคักแบบนี้ จำไม่ได้แล้วว่าสัมผัสเป็นคราวสุดท้ายเมื่อใด

อย่างที่รู้คือสไตล์ของ มูรินโญ่ ประทับใจผู้่เล่นทรงโต เต็มไปด้วยพลังความแข็งแกร่ง ควรจะมีอยู่ในทีม แล้วหลังจากนั้นก็ดูเหมือนกับว่าเขากำลังแปลง แมนฯ ยูไนเต็ด ให้แปลงเป็นทีมจอมพลัง

รายชื่อ 11 คนแรกนัดหมายฟัด เซาธ์แฮมป์ตัน ผู้เล่นไซส์ XL มีทำหน้าที่อยู่ทุกทั่วพื้นที่สนาม

เอริค ไบยี่ ในแนวรับ ดินแดนกึ่งกลางคือ ป็อกบา กับ เฟลไลนี่ ส่วนข้างหน้าก็ไม่ใช่คนไหนกันแน่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิชชชชชชช

"พี่หลา" ซื้อใจแฟนผีได้มาหลายนัดหมายแล้ว กล่าวได้เต็มปากว่าฝากผีฝากไข้ได้เลย ได้บอลทีมีเสียว ลูกเรียดลูกโด่ง เก็บกินหมด

เฟลไลนี่ ที่กลับมาคืนฟอร์มเก่ง ผู้ชมได้แต่ว่าภาวนาว่าขอให้รักษามาตรฐานไว้ได้ยาวๆ

การเล่นที่ไม่ทำอะไรเกินตัว ดักกวาดตั้งแต่หน้าเขตโทษตัวเองขึ้นมากระทั่งถึงกึ่งกลางสนาม กลับบอล ออกบอลง่ายๆให้สหายรอบตัว

มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ว่าสิ่งที่ทำให้"ฟูน้อย ลูกศิษย์จารย์มอยส์" กลับมาเก่งคือภาวะจิตใจโดยเขาบอกกับมิดฟิลด์เบลเจี้ยนตั้งแต่เข้ามารับงานแรกๆเลยว่า "นายไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องคิดอะไร (เกี่ยวกับข่าวสาร) ทั้งหมด กับฉัน นายไม่ต้องย้ายออกจากทีมแน่ๆ"

คนเราถ้าลูกพี่ให้ความเชื่อถือ ก็เป็นปกติที่จะเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง อย่างที่เฟลไลนี่กำลังบ่งบอกถึง

ฆวน มาต้า ก็วิ่งเป็นม้า อันโตนิโอ วาเลนเซีย คือเป้าหมายที่แข้งนักบุญพยายามเจาะ เพราะว่ารู้ดีว่าไม่ใช่แบ็กอาชีพ แต่ว่าพวกเราจะเห็น มาต้า ไล่ตามลงมาช่วยซ้อนตลอดระยะเวลา เซนส์จ่ายบอลเวลาขึ้นเกมรุกก็ยังมีให้เห็น แบบนี้สอบผ่าน

ตอนโดนสลับตัวออก แฟนลุกขึ้นยืนปรบมือให้สนั่นหวั่นไหวและก็นาน นายสิบมู ก็เดินไปรับถึงที่ บอกให้รู้ดีว่าดาวเตะสเปนเป็นสุดที่รักของแฟนเท่าไร

ทุกคนเล่นได้ตามที่ถูกคาดหมายทั้งปวง ทีนี้ จุดโฟกัสเลยตกมาอยู่ที่พระเอกของงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ … ปอล ป็อกบา

ผ้าพันคอปลาหมึกกำลังจะเป็นผลิตภัณฑ์ยอดฮิต

เพียงสัมผัสแรกของหมอนี่ก็เรียกเสียงฮือได้โดยทันที เพราะว่าจ่ายบอลลั่นกระทั่งโดนสวน ทำเอาเสียวแว้บ

แต่ว่าหลังจากผ่านไปได้ 5 นาที ป็อกกี้ เริ่มจับจังหวะได้ จูนกับสหายติด แค่นั้นก็ได้เรื่อง

สื่ออิตาลี ตั้งนามแฝงให้หมอนี่ว่า "อิล ปอลโป้ ปอล" แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ปอล เจ้าหมึกยักษ์"fun888หรือเอาแบบมันปากคือ "ไอ้หมึกปอล"

ก็ไม่ใช่อะไร ตอนขาที่ยาว เหยียดออกไปดักทางบอลได้ตลอด ในเวลาที่เมื่อลูกอยู่กับเท้าก็เหนียวแน่นแย่งยาก ประสมประสานกับความสามารถที่น่าดูชม อิงแล้วกลับ เกี่ยวบอลได้ปุ้บกระชากขึ้นหน้าพรวดพราดๆทำอะไรก็มองง่าย มองเพลินไปหมด

ประกอบกับความอ่อนแอลงของขุมกำลังนักบุญ เมื่อไม่มี วิคเตอร์ วานยาม่า คู่ปรปักษ์เฮฟวี่เวทรุ่นเดียวกันที่ย้ายไปสเปอร์ส พื้นที่กึ่งกลางสนามเลยเป็นของ ป็อกบา (และก็ เฟลไลนี่) โดยง่าย

สไตล์ของเซาธ์แฮมป์ตัน คือถ่ายบอลเร็ว ถ่ายบอลแม่นเล่นกันน้อยจังหวะ แต่ว่าในเมื่อไม่มีจุดหมายใหญ่อย่าง กราเซียโน่ เปลเล่ ริมเส้นขาดความจัดจ้านของ ซาดิโอ มาเน่ งานของผู้เล่นเจ้าถิ่นเลยค่อยกว่าเมื่อก่อนมากมาย

เวลาบนนาฬิกาของผู้ตัดสินแอนโธนี่ เทย์เลอร์ ผ่านไปเยอะแค่ไหน ป็อกบา ก็ยิ่งโดดเด่นขึ้นแค่นั้น

การเล่นของห้องเครื่องคนใหม่ ทำให้แฟนผีเข้าใจ ว่าแฟนอาร์เซน่อล กับ แมนฯ ซิตี้ รู้สึกอย่างไรในช่วงเวลาที่มี ขว้างทริค วิเอร่า กับ ยาย่า ตูเร่ ในวัยกำลังห้าวลงคุมดินแดนกึ่งกลางให้ทีม

นักเตะจำพวกไอ้ก้านยาวที่โดดเด่นทั้งเกมรับและก็เกมรุก พาบอลตะลุยขึ้นหน้าอย่างทรงอำนาจ และก็สร้างช่องทางลุ้นประตูให้สหายร่วมทีมได้

ขาดคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อ ปิเครื่องปรับอากาศ เอมิล ฮอยเบียร์สดก กับ ยอร์ดี้ คลาซี่ (ลงมาแทน โอริโอล โรเมว ตั้งแต่สิบกว่านาคราว) ยังห่างชั้น ทำให้ ป็อกบา แปลงเป็นสตาร์เด่นของเกมนี้ไปเลย

อย่างที่พูดว่า ป็อกบา เล่นสมสมญานามปลาหมึกจริง และก็จะว่าไปแล้ว ปลาหมึกในทีมแมนฯ ยูฯ ชุดนี้ก็นับรวมกลุ่มก้านยาวทั้งหลายไว้ด้วยกันเลย สปีชี่ส์เดียวกันหมด ทั้ง ป็อกบา ทั้ง เฟลไลนี่ และก็ ซลาตัน ทั้งสามคนสูงเกิน 190 ซม. เหยียดขาดักบอล เกี่ยวบอล ตัดหน้าคู่แข่งขันได้ตลอด

"กลุ่มปลาหมึก" 3 คนนี้ทำทรงของ แมนฯ ยูไนเต็ด แปรไปโดยธรรมชาติ

ในยุคปรัชญาของ หลุยส์ ฟาน กาล เวลาบุกคราวก็มัวอ่อนโยนละมัย กลัวจ่ายพลาดแล้วคู่แข่งขันตัดบอลได้ ถ่ายบอลกันอยู่โน่นแล้ว พอดีกองหลังอีกข้างลงมาออกันในเขตโทษ ในที่สุดก็จำเป็นต้องโน่น ชำระคืนไปถึง ดาบิด เด เคอา ก็มีให้เห็นออกบ่อย

จารย์คุณลุง (ด้วยความยำเกรง และก็ขอบพระคุณในการทำงานตลอด 2 ปี) คงจะหัวใจจะวายเป็นระยะๆถ้าได้นั่งมองเกมของอดีตกาลทีมเก่าทีมนี้ลงเล่น

เพราะว่าสมาชิกเก่าของเขาหลายต่อหลายท่านเล่นแบบลืมปรัชญาที่เคยประสิทธิ์ประสาทเอาไว้ให้

มีจังหวะ พบช่อง ก็จ่ายโดยทันที ไม่เล่นสั้นเจาะเข้าช่อง ก็เปิดข้ามแนวรับเข้าไปวัดเลย ทำให้แฟนๆได้ลุ้นกันตลอดทั้งเกม

ไหนจะ เวย์น รูนี่ย์, มาต้า, ป็อกบา ที่มีรูเป็นมิได้ จำเป็นต้องทดลองยิง ทดลองส่อง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ด้วยการที่ผู้เล่นความสามารถแปรไป ข้างหน้า สาดเข้ามาเหอะ พี่หลา เอาอยู่ , โดนตัดแล้วสวนเหรอ โน่นๆเฟลไลนี่ กับ ป็อกบา รอกรองอยู่แล้ว

ถ้าเลยไปลึกกว่านั้นยังมี "อิชอว์" ที่สปีดไวจัด กวดตามทันตลอด เข้ามากึ่งกลาง ไบยี่ ก็ตีนผีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

มีขุมกำลังที่ตอบโจทย์ได้ รูปเกมเลยออกมาอย่างที่เห็น แปลงเป็น แมนฯ ยูฯ ที่คุ้นหูคุ้นตา คือเล่นชวนทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ต้องรอหยอดน้ำให้จิ้งหรีดออกมาจากรูอย่างยุค ฟาน กาล แต่ว่าเอาเสียมด้ามยาวขุดกันเลยทีเดียว

ประเมินด้วยสายตาพสกนิกร ก็จำเป็นต้องพูดว่า 9 จาก 11 คนภายในนัดหมายเปิดบ้านพิฆาตนักบุญจัดว่าลงตัวแล้ว

เหลือแค่ เวย์น รูนี่ย์ ที่ยังตามสปีดสหายไม่ทัน แม้จะทุ่มเท ขยัน และก็แสดงความเป็นผู้นำที่ดีออกมาก็ตาม

อีกคนที่น่าห่วงคือ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ดูเหมือนกับว่าตั้งแต่ยุค มูรินโญ่ น้องหมากจะไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนก่อน

เกมนี้ได้โอกาส 2-3 ทีแต่ว่ารู้เลยว่าตั้งอกตั้งใจมากไปนิด ตั้งใจแต่ว่าจะยิงประตูเลยลืมมองดูรอบตัว

ถ้า มาร์กซิยาล นับ 1 ได้เมื่อใด มั่นใจว่าความมั่นใจและความเชื่อมั่นจะกลับมาแน่ ถึงตอนนั้นทีมของ มูรินโญ่ จะยิ่งน่าสยดสยองกว่านี้

การเข้ามาของ ซลาตัน ว่าทำให้ทีมครื้นเครงขึ้นแล้ว ตรงกันข้าม การกลับมาของ ป็อกบา ลงนัดแรกก็สร้างแรงกระเพื่อมได้มากมายมากพอนี้โดยทันที

หน้าตาของ แมนฯ ยูไนเต็ด แปรไปแล้ว เท่าที่เห็น บอลจากกึ่งกลางสนามจะเดินหน้ามากยิ่งขึ้น เร็วขึ้นแน่

ถ้าแฟนผีคนใดกันมองบอลอยู่ในผับคงจะเพลินกระทั่งลืมกระดกเบียร์สดในคืนวันศุกร์

ส่วนที่เข้ามามองในสนามก็ช่วยเหลือกันปลุกบรรยากาศ ให้ลุกพรึ่บพรั่บ กระทั่งลืมไปเลยว่าเมื่อปลายฤดูที่แล้วนี่เอง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังเงียบสงัดวังเวงอยู่เลย

ดาร์บี้อีสาน

ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งสำหรับหัวหอกชาวสเปน อัลบาโร่ เนเกรโด้ ทำให้เขาเป็นที่จับตาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย้ายมาอยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าจ้างถึง 20 ล้านปอนด์ ในปี 2013

ดาวเตะดีกรีกลุ่มวัวกระทิงดุไต่เต้ามาจาก ราโย บาเยกาโน่, เรอัล มาดริด เบ, อัลเมเรีย ก่อนดังกับเซบีคุณย่า กระทั่งทำให้ ''เรือใบสีฟ้า'' ควักกระเป๋าก้อนโตล่าตัวมาร่วมทัพ

เนเกรโด้ได้ฉายาจากแฟนบอลว่า ''เดอะ บีสต์'' ซึ่งตอนต้นเขาก็ประหลาดใจกับนิกเนมใหม่ในอังกฤษ แต่หัวหอกร่างใหญ่ก็ตอบแทนสาวกกลุ่มเรือใบสีฟ้าด้วยการช่วยกลุ่มอย่างมีคุณภาพ

ฤดูกาลแรกของเขาในพรีเมียร์ลีกจบลงด้วยถ้วยรางวัล ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้วก็ลีก คัพ นอกจาก สถิติส่วนตัวของเนเกรโด้ยังทำเป็นถึง 26 ประตู ให้แมนฯ ซิตี้ และก็กลุ่มชาติสเปน

แต่นั่นคือทางที่สวยหรูจนกระทั่งเดือนมกราคมปีนั้น ด้วยเหตุว่านอกจากเนเกรโด้จะทำแต้มไม่ได้อีก ร่างกายยังมีปัญหากับอาการเจ็บไหล่ แล้วก็สุดท้ายก็หลุดจากกลุ่มของ มานูเอล เปเยกรีนี่ ไป

ฤดูร้อนปีนั้นแมนฯ ซิตี้ ปล่อยตัวปล่อยใจเขาให้บาเลนเซียยืมตัว ก่อนซื้อขาดช่วงสิ้นฤดูกาลด้วยค่าจ้าง 24 ล้านปอนด์ แต่ปัญหาในกลุ่มยี่ห้อค้างคาวก็ไม่นับได้ว่าเป็นตอนที่ต่อเนื่องซักเท่าไหร่

ที่เมสตาย่า เขามีปัญหากับกุนซือ นูโน่ เอสปิริโต้ และไม่ได้ลงสนามมากมายซักเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเรื่องทำนองเดียวกับที่เอว่ากล่าวฮัด เมื่อเปเยกรีนี่ดูเหมือนจะไม่ไว้ใจเขาซักเท่าไหร่ หรืออย่างดีก็มีแค่ช่วงแรกของฤดูกาลแค่นั้น

ความเคลื่อนไหวในสมาคมที่เปลี่ยนโค้ชเป็น มึงปรี่ เนวิลล์ เปิดโอกาสให้เนเกรโด้กลับมาสู่กลุ่ม แต่ก็แค่เวลาสั้นๆเมื่อกลุ่มมีผลงานไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ ทำให้สมัยก่อนกองหลังกลุ่มชาติอังกฤษโดนเชือดในเวลาต่อมา

เท่ากับ 2 ปีหลัง ทางลูกหนังของเนเกรโด้ไม่ราบรื่นเท่าที่หวัง แล้วก็เมื่อมิดเดิ้ลสโบรช์ติดต่อให้กลับมาพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง เขาจึงตอบตกลง ด้วยเหตุว่าเชื่อว่าเขาน่าจะอยู่สู้ต่อ แทนที่จะกลับไปอยู่บ้านเมื่อ 2 ปีก่อน

แม้สถานะของ ''เดอะ โบโร่'' จะต่างกับ ''สิตี้'' ในหลายๆด้าน ทั้งช่องทางบรรลุเป้าหมายแล้วก็ความสามารถกลุ่ม แต่เมื่อได้คุยกับ ไอตอร์ การันก้า กุนซือชาติเดียวกัน เนเกรโด้จึงตัดสินใจเลือกช่องทางลงสนามก่อนเป็นขั้นตอนแรก

นัดหมายประเดิมฤดูกาลใหม่ในสีเสื้อราชสีห์แดง เนเกรโด้ทำแต้มสโต๊คได้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แม้จะโดนฟรีคิกของ เซอร์ดาน ชากิปรี่ แบ่งแต้ม ส่วนตัวแล้วถือได้ว่าเป็นการเริ่มที่น่าพึงพอใจสำหรับกองหน้าจากดินแดนวัวกระทิง

สุดสัปดาห์นี้ โบโร่จำเป็นต้องทำศึกดาร์บี้แมตช์แม่น้ำ ''หนส์-เวียร์'' กับซันเดอร์แลนด์ที่อาจไม่ต้องบอกว่าเข้มข้นแค่ไหน ด้วยเหตุว่านอกจากเป็นกลุ่มร่วมดินแดนอีสาน เจ้าบ้านยังจำเป็นต้องเล่นให้ติดอกติดใจแฟน และก็กุนซือ เดวิด มอยส์ ด้วย

สตีเว่น พีนาร์ คนคุ้นเคยของ เดวิด มอยส์ เซ็นฟรีมาร่วมทัพแมวดำในวัย 34 ปี

ฟาก ''แมวดำ'' บางทีอาจยังมีปัญหาให้สะสางหลังเริ่มฤดูกาลด้วยการพ่ายแพ้แมนฯ ซิตี้ 1-2 โดยเรื่องสำคัญคือสถานะของ ลามีน วัวเน่ กองหลังจอมเข้มแข็งที่ส่อแววอยากย้ายกลุ่ม

ดาวเตะไอวอรี่วัวสต์ไม่ยอมต่อสัญญาฉบับใหม่ที่ซันเดอร์แลนด์มอบให้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือกับเอฟเวอร์ตันที่เตรียมยื่นข้อเสนอ 14 ล้านปอนด์มาให้ ถึงขนาดนายหน้าส่วนตัวออกคำอธิบายขอย้ายกลุ่มก่อนเจอเรือใบสีฟ้าด้วย

กระนั้นก็ตาม มอยส์ยังส่งวัวเน่ลงสนามครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น ด้วยเหตุว่าเจ้าตัวยังยืนกรานอยากย้ายรัง กระทั่งกุนซือเลือดสกอตต์จำเป็นต้องออกมาสารภาพสภาพว่าโกเน่จะไม่ได้ลงเตะกับโบโร่ ทั้งลักษณะของการเจ็บหลังแล้วก็ปัญหาลึกๆกับสมาคม

ไม่เพียงแค่นั้น กลุ่มยังพึ่งจะปลดปล่อย ยูเนส กาบุล ไปให้วัตฟอร์ดด้วยค่าจ้าง 4 ล้านปอนด์ ทำให้แนวรับเหลือตัวเลือกลดน้อยลง

ท่ามกลางข่าวร้ายก็ยังมีเรื่องมีราวดี เมื่อแมวดำได้ตัว สตีเว่น พีนาร์ ที่เคยดำเนินการร่วมกับมอยส์มาก่อนที่เอฟเวอร์ตัน แล้วก็มาฝึกทดสอบฝีเท้ากับกลุ่มแมวดำด้วยข้อตกลง 1 ปี

มิดฟิลด์ชาวแอฟริกาใต้ผ่านร้อนหนาวมาเยอะแยะในพรีเมียร์ลีก น่าจะช่วยนายเก่าได้พอเหมาะพอควร ถ้าเกิดไม่เจ็บซ้ำๆเหมือนก่อนหน้านี้

ดาร์บี้แมตช์ที่ดินแดนอีสานนัดหมายนี้บางทีอาจไม่ได้ใหญ่มหึมา แต่ก็ยังคงสำคัญสำหรับหลายๆคนในระดับสูงสุดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ไก่ VS สิงห์บลู

รอบ ซาเวจ อดีตนักเตะดังที่เป็นผู้พินิจพิจารณาเกมของสำนักสถานีวิทยุกระจายเสียงบีบีซีพูดว่า ''ยกแชมป์ให้เชลซีได้เลย'' ส่วน เมาริซิโอ โปเช็ตตำหนิโน บอกก่อนจัดการสิงโตน้ำเงินคราม ที่ชนะรวด 13 นัดหมายว่า ทั้งโลกต้องการให้ไก่ชนะเชลซี
ประโยคข้างหลังเป็นความจริงกว่าประโยคแรกของซาเวจ
พึ่ง 19 นัดหมายยังคงยกแชมป์ให้ใครมิได้ ครึ่งทางเอง อย่ารีบ มีอะไรให้พบอีกมาก แต่ว่าที่แน่ๆเชลซีเป็นกลุ่มที่ดีสุด สมดุลสุด พร้อมสำหรับการครองแชมป์มากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มนำทั้งหมดทั้งปวง
ลิเวอร์พูลพลาดเสมอซันเดอร์แลนด์ ท่ามกลางปัญหาให้ขบคิดทั้งเรื่อง "ฟิตเนส" และ สไตล์ การเล่น ที่อาจจะเพรสวิง วิ่ง พลัง ทั้งซีซั่นมิได้ อันนี้อาจจะเป็นเรื่องจริงสำหรับบอล นัดหมายล่าสุดก็มองเห็นแล้วว่า ภาวะล้าๆของเด็กหงส์ มันส่งผลในเกม
การขาดตัวหลักไปเดือนหนึ่งและกลุ่มที่เจ็บจำเจอย่าง สเตอร์ริดจ์ จะอย่างไร
แมนฯ ซิตี้ ดีขึ้นขึ้นมา…ส่วนอาร์เซน่อลรอดูผลว่าจะชุบมือเปิบเจริญแค่ไหน แต่ว่าพวกเขาก็มิได้เยี่ยมและเปรี้ยงปร้างเท่าไร ลักษณะคล้ายหงส์แดง ดีแต่ยังไม่สุด เช่นเดียวกันกับสเปอร์ส มักจะแพ้เกมใหญ่
เกมสำคัญ เกมที่จะพบกับเชลซี เป็นอีกหนึ่งเกมที่วัดหัวจิตหัวใจนักเตะไก่มากยิ่งกว่า "สไตล์" และ "แท็กติก" โปเช็ตตำหนิโน่ ถึงกับพูดว่า "แท็กติกไม่จำเป็น" มันขึ้นกับว่าคุณเล่นกับบอลยังไง คุณมีจิตใจที่เก่งมากแค่ไหนในการพบกับคู่ปรปักษ์แต่ละกลุ่ม
แท็กติกที่เลิศหรูถ้าใช้กับบอลไม่เป็น มันไม่ก่อให้เกิดข้อสรุปตรงผลแข่ง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะรวด 6 นัดหมายในลีกด้วยฟอร์มการเล่นป้อมปราการอาจจะ นิ่ง และไม่วิตกกังวล ที่สำคัญอย่างที่ผมได้พินิจพิจารณาไว้ใน beIN SPORTS ทรู676 ว่าจุดแข็งของ แมนฯ ยูไนเต็ด เวลานี้และใกล้เคียงกับเชลซี อาจเป็นรองนิดนึงเป็นการยิงประตู
ทีเด็ดเลยขอรับ ไม่ต้องมากจังหวะ สร้างจังหวะอะไรมากไม่น้อยเลยทีเดียว ขอเพียงแต่มีโอกาส จบให้ได้ ยิงให้เข้า ใช้ลูกแมงป่องยิงยังเข้า…นี่เป็นทีเด็ด ส่วนรูปเกมแน่นอนมันจะต้องเยี่ยม พลาดยาก เสียยาก และเป็นเกมที่รู้ว่ามาคอนโทรลคู่ปรปักษ์
วันนี้พวกเขาอาจจะตามหลังเชลซี 10 แต้ม และถ้าเชลซีพลาดแพ้สเปอร์ส ในกึ่งกลางสัปดาห์ ผมว่า 10 แต้มไม่ห่างเกินความจำเป็นที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะไล่มากยิ่งขึ้นลับมาประจำในตำแหน่งเต็งสอง ผู้ท้าแข่งแทนบรรดากลุ่มข้างบนได้
เหมือนก่อนเปิดซีซั่นที่ทุกคนมุ่งมาดว่า…"ปีศาจแดง" เป็นกลุ่มที่ร่วมลุ้นแชมป์กับแมนฯ ซิตี้ โดยมีเชลซีเต็งสาม
เอาละขอรับ…โลกทั้งใบหยุดหายใจที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน ส่งใจช่วยสเปอร์สอย่างที่ พอช ที่ปรึกษาไก่ได้กล่าวไว้มีอะไรน่าดึงดูดก่อนเกมนัดหมายนี้
เจ้าของบ้าน…อาจมีการเปลี่ยนแปลงแท็กติกการเล่นข้างหลังทดลองใช้นัดพบวัตฟอร์ดไปแล้ว โน่นเป็นทดลองใช้ข้างหลังสามคนขอรับ ด้วยปัญหาที่ ไคล์ วอล์คเกอร์ ติดแบน และไม่มี แยน แฟร์ต็องเก้น ทำให้ พอช ปรับมาเล่นข้างหลังสามมีวิงแบ็กสองข้างเสมือนเชลซี
ผลชนะวัตฟอร์ด 4-1 สมทบชัยชนะสามนัดหมายก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาตั้งแต่แมื่อแพ้ แมนฯ ยูฯ 0-1 เมื่อต้นเดือน ธ.ค.ก่อนหน้านี้ ทำให้ไก่เก็บ 12 แต้มเต็ม
โน่นไม่น่าสนใจพอๆกับแท็กติกที่ โปเช็ตตำหนิโน่ จะเลือกใช้ก่อนพบกับเชลซี เป็นข้างหลังสาม จะตัดสินใจยังไงดี เนื่องจาก วอล์คเกอร์ กับ แฟร์ต็องเก้น กลับมา ระหว่างที่ข้างหลังสามอย่าง เอริก ถางเออร์, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรล และ เควิน วิมเมอร์ ทำได้ดี วิงแบ็กสองข้าง ทริปเปียร์ กับ แดนนี่ โรส วิ่งขอบเส้น กึ่งกลาง วานยาม่า, เอริคเซ่น และ เดเล่ อัลลี่ ด้านหน้า ดื้อรั้น ฮึง มิน กับ แฮร์รี่ เคน

โชว์ฟอร์มกันดี…แต่ว่าโน่นเป็นวัตฟอร์ด กลุ่มเพื่อนบ้านภาคเหนือของลอนดอน เสมือนรังสิต นั่นแหละขอรับ
ว่ากันแบบงั้นขอรับ
แต่ว่านี่เป็นเชลซี…ที่ปึ้ก สมดุลรุกและรับเยี่ยมมาก ชนะรวด 13 นัดหมาย จุดนี้ อันโตนิโอ คอนเต้ พูดว่าสถิติไม่จำเป็นพอๆกับแชมป์ ด้วยเหตุนั้นมั่นใจว่าเกมนี้พวกเขาจะย้ำแท็กติกสุดๆย้ำมีแต้ม ย้ำไม่แพ้ แล้วจังหวะเหมาะๆปิดเกมชนะเลย
สองประเด็นสำคัญในเกมนี้ผมว่ามองไปที่สเปอร์สเป็นหลักขอรับ เนื่องจาก คอนเต้ จะไม่แปลงกลุ่ม แม้จะเล่นเป็นนัดหมายที่สามต่อเนื่องกัน แต่ว่าเป็นด้วยเหตุว่ากลุ่มของเขาเล่นแบบแท็กติก บริหารพลังเจริญ ดึงช้า ดึงเร็ว ยืดหยุ่น
สถิติวิ่งมากสุด, พลังมากสุด อะไรเนี่ย ไม่ติดอันดับท็อป พวกเขาย้ำแท็กติก ความเป็นเกมและย้ำผลแข่ง มันดูปึ้กในเกมรับ มันดูเด็ดขาดในเกมรุก โน่นเป็นข้างหลังไม่เสีย หน้าคมยิงได้ เชลซี ชนะต่อเนื่อง
ใครๆก็ยิงพวกเขายากแม้ล่าสุดเสียให้ สโต๊ค อีกสองลูก แต่ว่ามันก็ควรมีหลุดบ้าง และจำนวนเกมรับยังน้อยกว่าทุกครั้งม
ด้วยเหตุนั้น…โจทย์อยู่ที่สเปอร์ส
ข้อแรก…โปเช็ตตำหนิโน่ จะกล้าเล่นข้างหลังสามหรือไม่เมื่อ วอล์คเกอร์ กับ แฟร์ต็องเก้น กลับมา ทัศนะส่วนตัวของผมมั่นใจว่า โปเช็ตตำหนิโน่ ไม่เล่นข้างหลังสามแน่นอน เขาจะกลับมาเล่น 4-2-3-1 เนื่องจากอย่างไร วอล์คเกอร์, แฟร์ต็องเก้น ก็จะเป็นผู้เล่นชุดที่เขาไว้ใจที่สุด
วานยาม่า จะเล่นกลางกับ เอริก ถางเออร์ เพื่อช่วยเหลือกึ่งกลางรุก อัลลี่, เอริคเซ่น และ ฮึง มิน โดย แฮร์รี่ เคน หน้าเป้า
อย่างที่ โปเช็ตตำหนิโน่ บอก…แท็กติกไม่จำเป็นพอๆกับแนวทางการเล่นบอล การให้บอล การใช้บอลนั้นเยี่ยมแค่ไหน แท็กติกงดงามแต่ว่าแค่รับส่งบอลในพื้นที่อันตรายไม่แม่น พลาด ก็หมดสิทธิ์ได้ประตู
สปีดบอล…ช้าควรช้า เร็วควรเร็ว จังหวะของเกมตรงนี้ มันเป็นสิ่งที่ โปเช็ตตำหนิโน่ รู้สึกว่าสำคัญที่สุด
ข้อสอง…สเปอร์ส จะสอบตกอีกทีหรือไม่เมื่อจะต้องเตะกับเกมใหญ่ และพบบิ๊กกลุ่มจ่าฝูงอีกต่างหาก สเปอร์ส มีปัญหาประเด็นนี้เช่นกันขอรับ พวกเขาแพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-1 ทำให้ถดถอยลงไปก่อนจะกลับมาด้วยชัยชนะ 4 นัดหมายรวด
ประเด็นนี้เป็นเรื่องจิตวิทยาเป็นหัวจิตหัวใจของสเปอร์ส จะสอบได้มั้ย มันเป็น mentality ล้วนๆเลยขอรับ เมื่อจะต้องเล่นภายใต้ความกดดันกับกลุ่มที่แข็งแกร่ง พวกเขาจะฝ่อหรือเหี่ยวเฉามั้ย นี่เป็นปริศนา
ถ้าพวกเขาไม่กลัวเชลซี เอาชนะความกลัวในจิตใจ หรือก้าวผ่านความกดดันในเกมใหญ่ กลุ่มใหญ่ นักเตะสุดยอด อย่าง ดีเอโก คอสต้า, อาซาร์ ได้ พวกเขามีสิทธิ์ชนะ
แน่นอนทั้งโลกหนุนหลังท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แต่ว่าตามความเป็นจริงพวกเขาก็จะต้องนึกถึงตนเองเล่นเพื่อชนะ เพื่อจุดมุ่งหมายของตน
เนื่องจากชนะเชลซีได้…มันจะสร้างความมั่นใจ ความมั่นใจให้กับนักเตะที่จะมุ่งหน้าเดินตามแท็กติกของ โปเช็ตตำหนิโน่ อย่างก้าวหน้า
โอเคขอรับ…เอ่ยถึงฟอร์มทั้งนักเตะและทั้งทีมเวลานี้ เชลซีเหนือกว่าครึ่งก้าว แต่ว่าถ้ายกฐานะมาตรฐานการเล่นแบบไม่กลับเชลซี สู้กับความกดดันในเกมที่สเปอร์สเคยพลาดมาบ่อยๆได้ ผมว่าพวกเขาก็มีสิทธิ์นึกถึงชัยชนะ
แฮร์รี่ เคน ก็มิได้ด้อยไปกว่า แกปรี่ เคฮิลล์, ดาวิด ลุยซ์ ที่เฉื่อย ดื้อรั้น ฮึง มิน ก็ทะลุ ปรู๊ดปร๊าด เร็วจี๊ด, อัลลี่ เองก็ดุดันทะลุไปด้านหน้า
บางโอกาสนี่อาจเป็นจุดที่จู่โจมข้างหลังของเชลซีได้เช่นกัน
ผมมองว่าเกมนี้ตัดความกลัวออกไป ไม่สนใจฟอร์มของเชลซี จี้ข้อบกพร่องซึ่งพอเห็นในแนวรับที่มีความช้าอยู่ มันก็อาจทำลายเกมรับเชลซีได้อยู่ครับผม

อ๋อ…อีกหนึ่งเรื่องเป็น วุฒิภาวะของเด็กไก่ในเกมใหญ่ บางโอกาสแบกความกดดันมากๆกลับออกทะเลซะอย่างงั้น ถ้านักเตะเชลซีซึ่งเก๋าและกระดูกบอลเบอร์ 9 เบอร์ 10 เชิญเล่นตุกติก มีลูกหนักแถม คลอดลูกเกกมะเหรกซ่อนเร้นมาพร้อมกับเกม ควบคุมอารมณ์…ไม่อยู่ เด็กไก่ก็จะแพ้ภัยตัวเอง

ชิชาริโต้ กลับมา ปีศาจแดง

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตนอย่างรุนแรง
เมื่อจะพูดว่าปัญหาในเกมรุกของทีมอสุรกายแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงจะบอกได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอยตาข่ายได้โดยตลอด
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อใดก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะขาดแคลนขึ้นมาโดยทันที
เว้นเสียแต่กองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นประเภทหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วยเป็นมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แต่ว่าในขณะนี้ดูราวกับว่าทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้ากึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อถูกจับมายืนเป็นกองหน้าก็ชอบเล่นไม่ออก – ยิงประตูมิได้ด้วยเหตุนั้น & ฉะนี้
จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังต้องการด่วนในฤดูหน้า เป็นนักฟุตบอลประเภทดาวกระหน่ำประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามจึงถูกสื่อในเมืองหลวงที่ลูกหนังจับมาการเสพสังวาสกับอสุรกายแดงอย่างสนุกสนานครื้นเครงไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีเครื่องปรับอากาศ เอเมอริค โอบาเมยัง รวมทั้งโดยไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนกระทั่งวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เอ่ยปากถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์ยักษ์สยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ชาวบ้านรู้จักเขาในนาม "ชิชาริโต้"
กุนซือจอมเย่อหยิ่งให้สัมภาษณ์หลังจบเกมที่ทำได้แค่เสมอในบ้านตนเอง 2 นัดติดต่อกันประมาณว่าด้วยวิธีการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด รวมทั้งท้องนาทีนี้ ด้วยการนำบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบจุดโทษได้มากมายก่ายกอง แม้เขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นผู้ร่วมทีม นักฟุตบอลชาวจังโก้ผู้นี้คงจะทะลวงตาข่ายได้ราว 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ที่พูดว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งพ่อใหญ่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยผู้เล่นที่ไม่สมควรจะปล่อยออกมาจากทีมไปผู้คนจำนวนมากหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อฤดู 2015-16 เอ๋ยถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกมากที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่พึ่งจะเลื้อยก้นจาก ประเทศเม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก
ฤดู 2010-11 นักฟุตบอลที่เพื่อนพ้องร่วมทีมเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" กระหน่ำไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะลีกสูงสุดเป็นยุคที่ 19 รวมทั้งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดชิงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวรไม่เป็นผลสำเร็จก็จริง แต่เมื่อลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแล้วมักทำแต้มได้ไม่ได้แตกต่างจากอาวุธลับของอสุรกายแดงราวกับที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ซึมซับ" อย่าง โอเล่ กุนร์ ท้องนา โซลชา

ฤดูถัดมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำแต้มของตนเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างราวกับฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะทำได้อีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
เพียงแต่แม้ดูให้ดีจะพบว่าในฤดูในที่สุดที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีมอสุรกายแดง – คุณพ่อเอ็งเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ อย่างหนึ่งอาจเนื่องจากการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าจำพวกหมูเดือดเหมือนเดิม แต่อีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปเช่นกัน
ฤดูในที่สุดของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อเต็มว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแต่ 9 นัดเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – กุนซืออสุรกายแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแต่ 6 นัดเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัด) สถิติการถล่มตาข่ายจึงน้อยลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียง 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนแปลงหัวเรือใหญ่อีกครั้งเป็น หฝ่าส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่เทือกเถาเหล่ากอสูงขึ้นยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมทีม คุณลุงอ้วนเอ็งจึงตกลงใจปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้สวยของแฟนๆให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "ราชันชุดขาว" ทั้งหมด 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) แม้คิดว่าชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็จัดว่าไม่น่าเกลียดสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด จึงดึงกองหน้าสายพันธุ์จังโก้ผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรองทั้งหมด 3 นัด จนกระทั่ง…ฟางเส้นในที่สุด เมื่อตะบันบ่ายแก่ๆลงมา ถุย! จนกระทั่งในเกมเพลย์ออฟ รอบเลือกเฟ้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พลพรรคอสุรกายแดงออกไปเยี่ยม คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง ภายหลังจากทีมตนเองนำห่าง 4-0 ก่อนจะได้จุดลูกโทษ แต่คุณพี่เขาดันสังหารพลาดง่ายๆซะแบบนั้น!
ภาพที่ หฝ่าส์ ฟาน กัล ทำหน้าราวกับถูกดึงขนก้นพร้อมกัน 8 เส้นพลางหันไปสบตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง เหมือนเชื่อว่าสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดลูกโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วจากนั้นคุณลุงอ้วนเหน็บกินส์แกก็ตกลงใจปล่อยกองหน้าทีมชาติประเทศเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปในราคาแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" ส่วนใหญ่อาจเสียดาย แต่ขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยอาวรณ์หรืออาลัยอะไรมาก เนื่องจากระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยรวมทั้งยิงน้อย แถมยังถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีการาวกับกลับมาเกิดใหม่ใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูเซ่น "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดในทุกรายการเริ่มมีเสียงพร่ำบ่นโชคร้ายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัด โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปแล้วทั้งหมด 72 นัด ยิง 38 ประตู ซึ่งถือเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำแต้มที่สูงพอสมควร เป็นยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัด ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติรวมทั้งค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นการกลับมาเกิดใหม่ใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้อสุรกายแดงก็ออกอาการอาลัยอาวรณ์ & อาลัย ขึ้นมาโดยทันที ประมาณว่าโชคร้ายพลางสรรเสริญกุนซืออสุรกายแดงคนเก่าว่า "เอ็งขายออกไปได้ไงนะครับ…ไอ้หอก!" ด้วยเหตุดังกล่าวไม่จึงควรถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือไม่? คำตอบส่วนใหญ่คงจะเช่นกันต่างหากที่เป็น "เอานะ" (สำหรับค่าจ้างก็คงจะไม่แพงน่าเกลียด แต่คงจะสูงขึ้นยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่นอน) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามคำถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบโจทย์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือไม่?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนครับผม
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความถนัดความสามารถเฉพาะตัวค่อนข้างจะต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณสมบัติในการกระตุกบอลหนีคู่ต่อสู้หรือเลี้ยงกินตัวคู่ต่อสู้ – จับบอลก็โดกเดก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยแม่นสักเท่าไหร
คุณลักษณะเด่นหรือจุดขายเพียงแต่จุดเดียวเป็นการทำแต้มในกรอบจุดโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตเท่ากับสัญชาติญาณนักฆ่า โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในประเภท "จิ้งจอกในกรอบจุดโทษ"เอาง่ายๆว่าเกิดมาเพื่อกระทุ้งประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือแม้ฟอร์มตกเมื่อใด หรือเพื่อนพ้องร่วมทีมไม่สามารถที่จะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำแต้มได้มากพอเพียง เขาก็จะจำแลงเป็นไม้ตีพริกที่หมดผลดีโดยทันที โดย 12 นัดล่าสุดที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้นเองโน่นอาจเป็นเหตุผลที่พูดว่าเพราะอะไร หฝ่าส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในบอลสมัยใหม่ที่กองหน้าควรจะมีส่วนร่วมกับเกม รวมทั้งจำต้องทำอะไรให้ได้มากกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษพากเพียรพรีเซนเทชั่นแต่สถิติที่สวยหรู ได้แก่การยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่พูดว่าในฤดูนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่เอ็งยิงมิได้ติดต่อกันถึง 16 นัดเลยทีเดียว
ที่สำคัญเป็นการรบภมิแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันจึงอาจมิได้หมายความว่าจะยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
เดี๋ยวนี้อายุของ "น้องถั่ว" พึ่งจะ 28 ขวบเท่านั้นเองนะครับ เรียกว่าอยู่ในตอนพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าหากขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน เข้าใจว่า "นายห้างขายยา" ก็คงจะไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ อาจไม่เหมาะสมกับกระบวนการเล่นบอลแบบย้ำการครอบครองของ หฝ่าส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เนื่องจากต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบจุดโทษน้อยไปหน่อย แต่คงจะเหมาะกับแนวทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้อสุรกายแดงเปิดเกมบุกใส่คู่ต่อสู้อย่างรวดเร็วรวมทั้งน้อยจังหวะมากกว่าบนความสนุกสนานมากเพิ่มขึ้น

กฎอะเวย์โกล…ดีจริงหรือ

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นแต่จะมีผลให้อ่างชามยักษ์เงียบกริบโดยมีแม้กระนั้นเสียงโห่ร้องจากบรรดาแขกห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์รู้สึกว่ากฎประตูกลุ่มเยือนที่ออกกันมานั้นมีความอยุติธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นไปได้ยังไงกลุ่มที่อุตสาห์ตั้งใจรัวถึงสามลูก (ในขณะที่จากเกมแรกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกจากสารบบเรียบร้อย) จะต้องมาโดนดับช่องทางเพียงการเสียลูกเดียว??

ในช่วงเวลานั้นเข็มนาฬิกากระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดเดียว โน่นหมายคือว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าเชื่อว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่กลุ่มไก่กาที่ไหน นี่คือสมาคมลำดับที่หนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากมุ่งมาดปรารถนาครองเจ้ายุโรปให้จงได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแม้กระนั้นบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าจุดอ่อนคือหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เพราะปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วผู้ใดกันแน่ได้มากกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อพวกกลุ่มเยือนไม่เป็นอุดกันเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่นะครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกทีด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แม้กระนั้นมาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้เหมาะอกหักมิได้ไปซาน สิโร่ที่ไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา หากยังนึกออก แต่ทว่านั่นแหละทุกคนเข้าใจว่าเป็นผู้ใดกันแน่ก็ขุ่นเคือง ทั้งการเป่าห่วยแตกของเชิ้ตดำจากประเทศนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจะต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆในขณะที่สกอร์สองนัดหมายอย่างไรก็ควรจะได้เตะต่อเวลาเพราะเสมอกัน 1-1 ถ้าเพียงข้อตกลงจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์กลุ่มเยือนพิเศษในกรณีทำประตูนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นพอดี 3-3 แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่วายจะต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เพราะจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกจึงจะต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยือนจำพวกนี้

สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่ากลุ่มที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้ามิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดน่าจะเอาอย่างไรดี เหตุเพราะหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าทันที ซึ่งฤดูที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบงั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ก็แค่เกมสองไม่สามารถที่จะอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของกษัตริย์ชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นครั้งแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน อดีตสมัยจะต้องนึกภาพตามว่ายุคสมัยก่อนที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ออกจะล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของกลุ่มเยือนในเวทียุโรปมีแค่ 16% โดยก็เพียงพอเข้าใจตามได้ว่ามันตรากตรำต่อการที่กลุ่มใดก็ตามจะต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปฟาดลำแข้งภายใต้ความจำกัดของต้นสายปลายเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปจึงมักพบผลที่ชนะกันโอฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของประเทศฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำกลุ่มจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 เป็นต้น

นอกนั้น ตามความเชื่อถือของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อกลุ่มที่ไปแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ดี กาลเวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ปัจจุบันนี้การออกนอกประเทศถือว่าง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจายแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของกลุ่มเยือนในยุโรปก็กำชัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนนี้วันพุธ ลองว่าเป็นกลุ่มอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบงั้น

ถ้าโน่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพรั่งพร้อมด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจถูกทำโทษนักเตะจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสด้วยว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินไป ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันด้านในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

เวลาเดียวกันก็เป็นไปได้ว่าถ้าไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจจะต้องต่อเวลาเหตุเพราะเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''อาจจะ'' นะครับ เหตุเพราะการมาเขียนวิเคราะห์คราวหลังย่อมยากที่จะเดาเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในช่วงเวลานั้นๆ

นะครับ ตามเซนส์ของเราทั่วๆไปนั้น ระบบเหย้า-เยือนไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

เหตุเพราะกฎอะเวย์โกลทำให้กลุ่มที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แผนการใดสู้ บางทีมขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ ถ้าจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แม้กระนั้นหากเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งพลาดท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความมั่นใจและความเชื่อมั่นจิตใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมที่สอง

นอกนั้นจากผลที่ได้รับจากการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 รวมทั้งรอบตัดเชือก) มีสูงขึ้นยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งโน่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูกลุ่มเยือนได้ว่าทำให้นัดหมายสองทั้งสองเปิดหน้าเข้าพบมากมายกว่า หรือบางทีมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เพราะครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางทีก็ดูเชิงกันบ้าง บางทีก็เน้นย้ำแท็กติกกันมากมายไป รวมทั้งบางทีร่างกายที่เพิ่งจะลงไปอาจจะฟิตทั้งสอง แม้กระนั้นเพียงพอเวลาผ่านไปกลุ่มที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' เรารูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนนี้วันอังคารรวมทั้งพุธก็เดินตามแนวคิดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจครวญถึงช่องทางมากมายก่ายกองในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยศักยภาพทั้งสิ้นก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายเฉพาะหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางคนชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็แล้วแต่กว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนจะโหดร้ายเกินไป

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เพราะพวกเขาไม่อยากเสียในบ้านก่อน พวกเขาเชื่อว่าเกมสองที่ไปเยือนการไม่เสียไปก่อนจะมีผลให้เล่นง่ายดายกว่า โดยเหตุนั้นใครก็ช่างที่เป็นกลุ่มที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับสลากเตะในบ้านก่อน กลุ่มนั้นจะได้เปรียบ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยหล่นความเห็นเอาไว้นานแล้ว

ตามธรรมดาแล้วกลุ่มที่เก่งกว่าก็น่าจะเอาชนะกลุ่มที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กโน่นแล

ถ้าด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ที่เรื่องพัฒนาการของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้แต่ละกลุ่มเกือบจะใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ในแง่ทุน, ฝีเท้านักเตะ กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน

กฎอะเวย์โกลจึงเรียกว่าน่าเอื้อกลุ่มเล็กๆมากกว่า เหตุเพราะพวกกลุ่มใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งสองเกม

ถ้าประตูกลุ่มเยือนนี่แหละ…มักรังแกพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแม้กระนั้นพวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของจ่าฝูงลีก เอิง ขณะนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความอยากละเลียดงานวันนี้ โดยพลันที่เห็นท่าทีคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็มิได้แตกต่างจากผีเสื้อสักตัวที่พบกับใยแมงมุมจนกระทั่งทำให้บินต่อไม่ติด ในขณะที่ดอกไม้อันงามชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือข้อตกลงที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แม้กระนั้นมันก็อาจจะดียิ่งกว่าเตะจุดโทษถ้าพินิจเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เพราะมันได้วัดกึ๋นของโค้ชกับความเตรียมตัวของกลุ่ม

ถ้าผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะคัดค้าน

เพราะมันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป ผีแดง

ระยะนี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ปัจจุบันสื่อฝรั่งเศสหลายรายรวมถึงผู้สื่อข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าฝรั่งเศสกับ ‘ภูติผีแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ลองสื่อภูมิลำเนาของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ดูท่าจะมีต้นเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย ด้วยเหตุว่าทางฝั่งประเทศสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากแม้กระนั้นก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าจำกันได้ ตอนวันที่ 24 ม.ค.ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว สำคัญๆก็ว่าถึงข่าวสารรวมทั้งกระแสที่ประเทศสเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แม้กระนั้นก็ทิ้งท้ายว่ามันมีความเป็นไปได้พอสมควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดเหตุการณ์มาเรื่อยๆรวมทั้งการตีข่าวสารจากฝรั่งเศส เห็นทีอาจต้องปรับระดับ ‘ความน่าจะเป็น’ ให้สูงขึ้นอีก พินิจพิจารณากันตรงนี้ เพราะเหตุใด กริซมันน์ ก็เลยจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลสำคัญๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงเลขลำดับ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลว่ากล่าวโก รวมทั้งอยากได้ไขว่คว้าหาการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนกระทั่งช่วงนี้ก็เกือบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวถือว่าบรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่ง เป็นนายทัพตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ได้รางวัลผู้เล่นเยี่ยมที่สุดของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะปัจจุบันจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนคลับตราหมี รวมทั้งผู้คนในแวดวงแล้ว กริซมันน์ กลับบรรลุผลสำเร็จคว้าชัยชนะกับ แอตเลว่ากล่าวโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูปัจจุบัน แม้กระนั้นก็อกหักไป ส่งผลให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลว่ากล่าวโก เขาก็เลยได้เพียงแต่แชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแต่รายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองเส้นทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากกว่าหนึ่งนัด ซึ่งถ้าหากกลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด แบบงี้ก็โบกมือลาช่องทางคว้าชัยชนะได้เลย เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็นแสนเข็ญ ด้วยเหตุว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ รวมทั้งเพื่อนฝูงๆดันปราชัยคารังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมาก ช่องทางจอดปีนป่ายเพียงแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแต่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มสุดท้ายเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความคาดหวัง แม้กระนั้นเส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูเซ่น ได้ แม้กระนั้นก็มีเสือราชสีห์วัวกระทิงเเรดรออยู่อีกมากมาย ด้วยการบรรลุเป้าหมายที่คว้ามาได้เพียงแต่น้อยนิด บางทีอาจเป็นชนวนเหตุให้เขาคิดถึงความเจริญในอนาคต ด้วยเหตุว่าสำหรับอาชีพนักเตะ การคว้าชัยชนะรวมทั้งการยกระดับตนเองขึ้นไปเรื่อยๆถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีสมรรถนะมากกว่าจะเอื้อช่องทางให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าเลขลำดับ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตกลงใจยกระดับตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาพัฒนาตนเองจากนักเตะฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดถ้าหากเขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ นอกจากกิตติศัพท์ รวมทั้งเกียรติศักดิ์แล้ว เรื่องของรายพอดีจะมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าถ้า กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าจ้างพรั่งพร้อมเสมอกันกับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าจ้างนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในตอนนี้ ถือว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีพอๆกับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าจ้างสูงสุดที่กระดานแอตเลว่ากล่าวโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์เลขลำดับหนึ่งของกลุ่ม แม้กระนั้นถ้าจะอัพให้มากกว่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่า ‘ตราหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยด้านการเงินเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้เพียงแค่ 6 ล้านยูโร นักเตะทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากกว่า 6 ล้าน ถ้าหากนักเตะรายใดที่อยากได้ได้มากกว่า ก็มีเพียงแค่ทางเลือกเดียวเพียงแค่นั้นเป็น ‘ย้ายออก’ เฉกเช่นในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าจ้างที่สูงกว่า ทั้งๆที่บรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่งรวมทั้งเล่นกับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกต้นเหตุนึงที่มีส่วนสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพนับถือ รวมทั้งเชื่อใจ สิเมโอเน่ เป็นอย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแม้กระนั้นจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ท้องนาสิออน สื่ออาร์เจนว่ากล่าวน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกสบายกับชีวิตที่มาดริด แม้กระนั้นความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ลองพ่อกุนซือใหญ่กล่าวชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรจะเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อไม่ค่อยสบายใจที่ว่า แอต.มาดริด บางทีอาจไม่ยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนจะเป็นการสันนิษฐานที่พร่า ด้วยเหตุว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับการขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด โคนร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งเหล่านี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจไม่มีข้อยกเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะถูกจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา สิ่งสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? ถ้าระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกข้อตกลงที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ปัจจุบันผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงเรื่องนี้ แม้หลายคนยังไม่เชื่อว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แม้กระนั้นถ้าลงเอยแล้วมันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเขาย้าย พวกเราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาพวกเราทำให้เห็นมาบ่อยครั้งแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทัศนะกับผมไว้แบบนี้ส่วนตัว ผมเห็นว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวรวมทั้งคนซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลว่ากล่าวโก ก็แค่รอคอยรับฟังข้อเสนอ

ครึ่งฤดูกาลของโชเซ่ มูรินโญ่กับแมนยู

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก ทำไมน่ะหรือ ? เนื่องจากประวัติศาสตร์ของสมาพันธ์นี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดคือพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าเกลียด แต่ควรจะทำได้ดีมากกว่านี้ โดยดูจากกลุ่มกำลังพอดีและก็ทำผลงานก้าวหน้า
ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม เราแทบมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เนื่องจากเขาคงตระหนักดีว่าการมารับงานที่สมาพันธ์นี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำมั่นทึ่มๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์โน้นแชมป์นี้
"ผมถามตนเองว่า : ทำไม ในปีหลังๆสิ่งต่างๆมิได้สวยตามเคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่เด่นชัดคือ ฟุตบอลเปลี่ยนไปมาก และก็การแข่งขันชิงชัยมิได้เหมือนเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครอบครองความใหญ่โตอยู่กลุ่มเดียว ผมเข้าใจดี ผมทราบดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าเกิดคุณคิดออกครั้งแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมมิได้ถือตัวเลย ผมทราบดีว่าคำบอกเล่าผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมพูดว่า : "ผมอยากให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ในเวลานี้" แต่ผมมีความคิดว่า ถึงในเวลานี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะคืออะไร คุณก็ต้องพูดอย่างงั้น แต่ผมทราบดีว่ามันยาก"
"ผมทราบดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีหลัง ผมทราบดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สมาพันธ์อื่นๆแต่ผมก็ยังอยากเปิดให้สัมภาษณ์แบบงั้น เนื่องจากผมรู้สึกว่ามันถูกต้อง"
นี่คือการพูดของคนที่ตระหนักทราบ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มูรินโญ่มิได้ถือตัวอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวคือต้องได้แชมป์ ไม่ว่ากลุ่มขณะนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม และก็เขาทราบดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับสมาพันธ์ที่ผมอยากไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกสิ่งที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากกว่านี้แล้วในทางของ เวลา, ความต้องการ และก็ความตั้งใจจริง ผมแฮปปี้กับตนเอง"
"ถ้าเกิดผมพินิจพิจารณาตนเอง ผมมีตอนไปถึงเป้าหมาย ที่ผมได้แชมป์เยอะมาก แต่ผมมิได้สุขสบายเต็มกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำในขณะนั้น ผมมีความคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากกว่านั้น และก็ทำอะไรให้ดีมากกว่านั้นได้ แต่ปัจจุบันนี้ ผมมความสำราญกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมทราบดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสำราญอย่างยิ่งยวดในฟุตบอลอยู่ นั่นคือพากลุ่มชนะและก็ได้แชมป์"
แสดงว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด และก็เชลซี 2 รอบ ที่เขานำกลุ่มได้แชมป์มาตลอด แต่เขากลับทราบดีว่าตนเองยังไม่อิ่ม
มีความคิดว่าตนเองยังไม่เต็มกำลังกับการคุมกลุ่ม แต่ในเวลานี้เขากลับพูดว่า เขากำลังสุขสบายที่สุด ทั้งๆที่สถานการณ์และก็จังหวะการคว้าแชมป์ของซาตานแดง ณ เวลานี้ ไกลห่างจากการประสบความสำเร็จ … ทำไมถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรคือความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การกล่าวยกย่องที่ท่านมีให้แก่พวกสมาพันธ์ใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมคิดออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ผมทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เนื่องจากมันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม ผมต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดโดยทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการกลุ่ม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) และก็ครั้งแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดเยอะมากในอาชีพของผมและก็ผมเข้าใจดีถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมมิได้เรียนรู้อะไรเลยตอนมาร่วมกลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนรู้เรื่องของสมาพันธ์ต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่กับตรงนี้ ผมไม่จำเป็นจะต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมทราบเกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจำนวนมาก แม้กระทั้งจนถึงก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี เปิดฉากกลุ่มชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นที่ปรึกษา และก็ข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในช่วงเวลาที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มตระเตรียมเปลี่ยนตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตะเบ็งใส่หูผม" และก็เขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสมาพันธ์ที่เขาถูกใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีวันลืมเหมือนกัน
"คุณคงหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แต่ความจำที่เด่นชัดของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือในตอนที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 ต่อจากนั้นอีก 5 นาทีต่อมาเป็นเมืองนรก!!"
"ตามเดิมแล้วถ้าเกิดเรายิงประตูในนาที 88 คู่ปรับของเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างงั้น เรากลับมี 5 นาทีนายทวารเราต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสาเด้งไปมา แบ็กซ้ายของผมต้องไปยืนคุมเสา เรารู้สึกว่ามันคงจบไปแล้ว แต่พวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) รู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังเวลานี้ก้าวหน้า"
"ผมรู้สึกว่าเกมมันจบสุดแท้แต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมเกมจบลง มันเป็นเมืองนรกของเราเลย เมืองนรก!!!"
สถานการณ์ในเวลานี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่เขาเป็นที่ปรึกษาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะที่ปรึกษาคู่ปรับ โอกาสนี้เขาเดินลงสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสมาพันธ์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่อก
"กระหยิ่มใจ ผมมีความภาคภูมิมากที่ได้เป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมกลุ่มใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์เยอะมาก มีที่ปรึกษายิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่เขินเลย ไม่นิดหน่อย ผมแค่รู้สึกว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ และก็นิ่งมาก ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ผมก็กระหยิ่มใจมากเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่ปรับ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณดูไปทั่วสนามแล้วรำพึงรำพันว่า "ว้าววว" แต่ผมก็เคยมีความคิดว่ามันเหมาะสมกับผมเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกกระหยิ่มใจมากทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างงั้น และก็หวังว่าจะรู้สึกอย่างงั้นไปกระทั่งยามค่ำคืนท้ายที่สุดของผม มันควรจะเป็นอย่างงั้น ผมไม่ชอบเลยเวลาผู้เล่นอยู่ตรงนี้ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสมาพันธ์ลดลง"
การได้มาคุมกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขาเข้าใจดีถึงประวัติศาสตร์สมาพันธ์หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของการให้โอกาสเด็กจากกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดให้โอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมทราบ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่มีบุคคลที่พร้อม (สำหรับกลุ่มชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูที่แล้ว หลายๆคนคอยโอกาส หลายๆคนมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นจะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอให้พวกเขาทำผิดพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"ลู่ทางก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีวันเลือกอื่น เนื่องจากมีนักฟุตบอลเจ็บจำนวนมาก"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความคาดหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงขึ้น"
"ถ้าเกิดคุณไปไล่ดูในความเป็นมาดาวรุ่งของสมาพันธ์ คุณจะเจอ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่มิได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่ต่อจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่เรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งส่วนใหญ่ พวกเขาขึ้นมาครั้งแรก ไม่ทราบสึกกดดัน ไม่ทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่ปรับก็ไม่เคยทราบ เลยโดนโจมตีแบบไม่ตั้งตัว แต่เราก็ฝึกกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางคราวฟุตบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่นอน ทุกคนตรงนี้เข้าใจดีถึงหนทางของสมาพันธ์นี้ที่ให้โอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนกับว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินการอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นที่ปรึกษาในขณะนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่ต้องการโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาต้องนั่งข้างสนามบ่อยเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาพากเพียรอดกลั้น พากเพียรนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกสุขสบายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนที่ปรึกษาบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับกลุ่มไปยาวๆ
"ผมมีข้อตกลง 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากกว่านั้นได้ขณะนี้ แต่ถ้าเกิดผมไปถึงเป้าหมายขณะนี้ผมคงขอข้อตกลงเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเนื่องจากผมอยากอยู่"
"ผมอยากอยู่ตรงนี้ มันเป็นสมาพันธ์ที่ผมสามารถสร้างการบรรลุผลใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักนิด ผมรู้สึกว่า 3 ปีก็พอเพียงแล้ว (ในการทำกลุ่มกลับมาไปถึงเป้าหมาย)"
"ผมมิได้ขอมากกว่านี้ แต่ผมอยากอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ในตอนที่ผมต้องการ เนื่องจากผมไม่ต้องการจากไปเลย"

มิราเคิลของจิ้งจอกสยาม

ขอกล่าวว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากมายครับผม มหัศจรรย์เท่าๆกับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ สิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวว
คือตั้งแต่แมื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! สมัยก่อนผู้ร่วมทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งต่อๆกันในทุกรายการ โดยกระหน่ำไป 15 ประตู รวมทั้งเสียเพียง 4 เม็ดเพียงแค่นั้น
พลพรรคจิ้งจอกสยามมีชัยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนกระทั่งแทบมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่ๆแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มในที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าพวกมึง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดูกาล เผลอๆอาจมีสิทธิ์คุ้มครองแชมป์ของตนได้สำเร็จด้วย ไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับผมว่าเรื่องพวกนี้จะมีขึ้น ภายหลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับผม – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แม้กระนั้นก็จำเป็นต้องเชื่อ เนื่องจากมันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งผอง 25 นัดหมาย ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่แข่งได้เพียง 5 นัดหมายเพียงแค่นั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะแปลงที่ปรึกษาใหม่ เลสเตอร์ เผชิญความปราชัยถึง 7 นัดหมาย รวมทั้งเสมอ 2 นัดหมาย โดยแพ้ผู้ใดกันเลย
ผลงานตกต่ำดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นข้างหลังตีน พวกเขาเปลี่ยนร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนกระทั่งไปยืนอยู่หน้าปากเหว ล่อแหลมต่อการโดนถีบตกชั้นทั้งที่ตัวเองมีศักดิ์เป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ชำนาญทางด้านเกมลูกหนังคนจำนวนไม่น้อย (รวมทั้งผู้ไม่ช่ำชองอย่างผมด้วย) พากันวิเคราะห์หาต้นเหตุที่กล่าวว่าเพราะอะไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความรันทดแบบนี้ ก่อนจะเจอต้นเหตุหลักๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ น่าจะหมดแรงกระตุ้น ข้างหลังพุ่งเข้าชนการบรรลุเป้าหมายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมาคม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่แข่งย่อมระมัดระวังรวมทั้งเน้นเยอะขึ้นเรื่อยๆยามพบกลุ่มจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายท่านฟอร์มตกอย่างน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ภูติเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้
รวมทั้งฯลฯ เช่น "พลังงานบางสิ่ง" ที่พิสูจน์มิได้ด้านวิทยาศาสตร์น่าจะเสื่อมความขลังซะแล้ว
หรือกองเชียร์จิ้งจอกสยามที่เคยเจออย่างเยอะมากในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์น่าจะหายบ้าเห่อ ภายหลังที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แม้กระนั้นในความมีชัย 6 นัดหมายปัจจุบัน มันชี้ชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหากลุ่มนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงกระตุ้นที่ไหน สิ่งที่เห็นคือการไล่ขย่มคู่แข่งอย่างเอ็นหน้าจอยนิ้วโป้งเท้า
แม้คู่ปรับจะระมัดระวังอย่างต้องหนักตามสูตรสำเร็จเวลาพบแชมป์เก่า แม้กระนั้นพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมนิ้วโป้งเท้าด้วย
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้กระนั้น เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อบุคคลอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเยี่ยมพอที่จะเอาชนะคู่แข่งเหมือนเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ภูติเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมาอีกรอบ
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็มิได้ทำอะไรบกพร่องน่าขยะแขยง แล้วผู้ร่วมทีมจะงัดเลื่อยไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร รวมทั้งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของกลุ่มที่เป็นชาวไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ผู้ใดกันแน่ที่มาเข้าพบแล้ววิงวอนให้ปลดที่ปรึกษาชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักหน่อย เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษกล่าวหาว่าขอเข้าพบเจ้าของกลุ่ม เพื่อถีบเจ้านายของตนออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเช่นเดียวกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อัปยศอย่างงั้น
ก็เลยเพียงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มผู้ฝึกสอน" ครับผม มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มผู้ฝึกสอนเนี่ย เนื่องจากมันน่าสมเพช รู้เรื่องว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ราษฎรคิดกันไปเองซะมากกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ราษฎรเขานินทากัน แล้วเหตุใด ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนรวมทั้งข้างหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงจะจำเป็นต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีผู้ใดกันรู้มาก่อน เขากำหนดแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ผู้ร่วมทีม เน้นเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะจู่โจมแบบลอบสังหาร อาศัยความสามารถส่วนตัวของ รียาด ภูติเรซ รวมทั้งความรวดเร็วกวานเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็เหมือนเดิมเป็น4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมศักยภาพอาจน้อยกว่าเดิมด้วย เนื่องจากอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน ข้าก็อยู่ที่ตรงนั้น
…ว่าแล้วก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะติดต่อกัน 6 นัดแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตตำหนิ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบนี้เลยครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่นัดแรกได้แค่ 4 ครั้งต่อๆกันเพียงแค่นั้น
นอกจากนี้จำเป็นต้องชื่นชอบเจ้าของกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ ด้วยครับผมที่ตัดสินใจได้ถูกที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนอังกฤษแต่กำเนิด กำเนิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ตอนนี้อายุ 53 ขวบ ในสมัยก่อนเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด รวมทั้งเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านผู้ฝึกสอนหนแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษากลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน หลังจากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ สิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกรอบในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบสุดกำลังพร้อมทำสถิติสุดยอด ประเภทที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มคนใดในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำได้ คือคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งต่อๆกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ผู้ร่วมทีมของเขาก็เอาชนะคู่แข่งได้สำเร็จครับผม-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งก็หมายความว่าสถิติในการคุมกลุ่ม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ น่าจะลอกการบ้านเก่งครับผม เนื่องจากเขาเกือบจะมิได้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยการทำทุกสิ่งทุกอย่างราวที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ให้กลับมาได้เหมือนเดิมอีกต่างหาก
ก็แค่ในความรันทดของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเนื่องจากนักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกรอบ กลับไม่มีใครมองดูเลยว่ามันเป็นความสามารถของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละเป็น"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนถัดไปครับ

แหม่…นี่ถ้าผมเป็นประธานชมรมฟุตบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับประกันว่ากลุ่มชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากนี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตคำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากมายครับผมที่อยู่ๆเลสเตอร์ สิตี้ ก็กลับชาติมาเกิดใหม่ เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักแบบนี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันร้อนแรงแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ สิตี้ รวมทั้งนาทีนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ บางทีอาจจะงงเต็กพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แม้กระนั้นนี่แหละคือความเร้นลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ บนเหลี่ยมเลห์กลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มผู้ฝึกสอนครับผม

ฟิโก้ชูโรนัลโด้พร้อมเล่นทุกตำแหน่ง

อดีตเพลย์เมคเกอร์ตำนานของโปรตุเกสชื่นชมCR7ว่าเป็นผู้เล่นที่สามารถปรับตัวเข้ากับทุกคำแหน่งในเกมได้อย่างไม่มีปัญหา

หลุยส์ ฟิโก้ ตำนานเพลย์เมคเกอร์ของทีมชาติโปรตุเกส, บาร์เซโลนา และ เรอัล มาดริด เชื่อว่า CR7 หัวหอกทีมเรอัล มาดริด จะสามารถปรับตัวและลงเล่นได้ในทุกตำแหน่งอย่างไม่มีปัญหา

CR7 เริ่มต้นอาชีพฟุตบอลในตำแหน่งปีก ก่อนจะถูกขยับขึ้นไปเล่นในตำแหน่งหน้าเป้าและมีสถิติการทำประตูที่น่าเหลือเชื่อ ขณะที่ปัจจุบันเจ้าตัวในวัย 32 นั้นเริ่มเล่นให้ทีมในรูปแบบที่ต่างออกไปบ้าง เนื่องจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป

ซึ่งเพลย์เมคเกอร์รุ่นพี่ก็เชื่อว่า ไม่ว่าจะถูกซิเนดีน ซีดาน กุนซือคนเก่งมอบหมายตำแหน่งใดให้ ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับโรนัลโด้

"CR7เป็นผู้เล่นระดับท็อป" ฟิโก้กล่าวกับ Goal "ผมคิดว่าเขาสามารถปรับตัวเข้ากับตำแหน่งในก็ได้ เพราะเขามีสัญชาตญาณการทำสกอร์ ยังไงก็ยิงได้แน่นอน"

เมื่อถามถึงการผันตัวมาเป็นโค้ชระดับแชมป์ยุโรปของซิเนดีน ซีดาน เพื่อนร่วมรุ่น ฟิโก้ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานของ PremierW88Futsal ลีกฟุตซอลอาชีพของอินเดีย ยอมรับว่าประหลาดใจไม่น้อย

"ไม่เคยรู้เลยครับ(ว่าซีดานจะมาเป็นโค้ช) เพราะตอนเราเล่นด้วยกัน เขาไม่เคยพูดถึงเลยว่าอยากเป็นโค้ช เรื่องนี้ผมเซอร์ไพรส์เลย

"แต่เขาทำได้ดีนะ ผมก็ดีใจด้วย"

เมื่อถามถึงทรรศนะว่าใครน่าจะได้แชมป์ลา ลีกา ในฤดูกาลนี้ ฟิโก้ตอบกั๊ก ๆ ว่า "ไม่เรอัล มาดริด ก็บาร์เซโลนา ผมว่าพวกเขาสักทีมจะเป็นแชมป์ครับ"

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ราคาแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีส แซงต์ แชร์กแมงยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะค่าตัวมาร์โค แวร์รัตติออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

แข้งวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''