กฎอะเวย์โกล…ดีจริงหรือ

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นแต่จะมีผลให้อ่างชามยักษ์เงียบกริบโดยมีแม้กระนั้นเสียงโห่ร้องจากบรรดาแขกห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์รู้สึกว่ากฎประตูกลุ่มเยือนที่ออกกันมานั้นมีความอยุติธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นไปได้ยังไงกลุ่มที่อุตสาห์ตั้งใจรัวถึงสามลูก (ในขณะที่จากเกมแรกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกจากสารบบเรียบร้อย) จะต้องมาโดนดับช่องทางเพียงการเสียลูกเดียว??

ในช่วงเวลานั้นเข็มนาฬิกากระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดเดียว โน่นหมายคือว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าเชื่อว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่กลุ่มไก่กาที่ไหน นี่คือสมาคมลำดับที่หนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากมุ่งมาดปรารถนาครองเจ้ายุโรปให้จงได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแม้กระนั้นบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าจุดอ่อนคือหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เพราะปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วผู้ใดกันแน่ได้มากกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อพวกกลุ่มเยือนไม่เป็นอุดกันเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่นะครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกทีด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แม้กระนั้นมาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้เหมาะอกหักมิได้ไปซาน สิโร่ที่ไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา หากยังนึกออก แต่ทว่านั่นแหละทุกคนเข้าใจว่าเป็นผู้ใดกันแน่ก็ขุ่นเคือง ทั้งการเป่าห่วยแตกของเชิ้ตดำจากประเทศนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจะต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆในขณะที่สกอร์สองนัดหมายอย่างไรก็ควรจะได้เตะต่อเวลาเพราะเสมอกัน 1-1 ถ้าเพียงข้อตกลงจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์กลุ่มเยือนพิเศษในกรณีทำประตูนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นพอดี 3-3 แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่วายจะต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เพราะจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกจึงจะต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยือนจำพวกนี้

สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่ากลุ่มที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้ามิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดน่าจะเอาอย่างไรดี เหตุเพราะหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าทันที ซึ่งฤดูที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบงั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ก็แค่เกมสองไม่สามารถที่จะอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของกษัตริย์ชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นครั้งแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน อดีตสมัยจะต้องนึกภาพตามว่ายุคสมัยก่อนที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ออกจะล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของกลุ่มเยือนในเวทียุโรปมีแค่ 16% โดยก็เพียงพอเข้าใจตามได้ว่ามันตรากตรำต่อการที่กลุ่มใดก็ตามจะต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปฟาดลำแข้งภายใต้ความจำกัดของต้นสายปลายเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปจึงมักพบผลที่ชนะกันโอฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของประเทศฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำกลุ่มจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 เป็นต้น

นอกนั้น ตามความเชื่อถือของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อกลุ่มที่ไปแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ดี กาลเวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ปัจจุบันนี้การออกนอกประเทศถือว่าง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจายแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของกลุ่มเยือนในยุโรปก็กำชัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนนี้วันพุธ ลองว่าเป็นกลุ่มอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบงั้น

ถ้าโน่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพรั่งพร้อมด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจถูกทำโทษนักเตะจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสด้วยว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินไป ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันด้านในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

เวลาเดียวกันก็เป็นไปได้ว่าถ้าไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจจะต้องต่อเวลาเหตุเพราะเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''อาจจะ'' นะครับ เหตุเพราะการมาเขียนวิเคราะห์คราวหลังย่อมยากที่จะเดาเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในช่วงเวลานั้นๆ

นะครับ ตามเซนส์ของเราทั่วๆไปนั้น ระบบเหย้า-เยือนไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

เหตุเพราะกฎอะเวย์โกลทำให้กลุ่มที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แผนการใดสู้ บางทีมขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ ถ้าจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แม้กระนั้นหากเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งพลาดท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความมั่นใจและความเชื่อมั่นจิตใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมที่สอง

นอกนั้นจากผลที่ได้รับจากการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 รวมทั้งรอบตัดเชือก) มีสูงขึ้นยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งโน่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูกลุ่มเยือนได้ว่าทำให้นัดหมายสองทั้งสองเปิดหน้าเข้าพบมากมายกว่า หรือบางทีมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เพราะครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางทีก็ดูเชิงกันบ้าง บางทีก็เน้นย้ำแท็กติกกันมากมายไป รวมทั้งบางทีร่างกายที่เพิ่งจะลงไปอาจจะฟิตทั้งสอง แม้กระนั้นเพียงพอเวลาผ่านไปกลุ่มที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' เรารูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนนี้วันอังคารรวมทั้งพุธก็เดินตามแนวคิดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจครวญถึงช่องทางมากมายก่ายกองในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยศักยภาพทั้งสิ้นก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายเฉพาะหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางคนชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็แล้วแต่กว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนจะโหดร้ายเกินไป

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เพราะพวกเขาไม่อยากเสียในบ้านก่อน พวกเขาเชื่อว่าเกมสองที่ไปเยือนการไม่เสียไปก่อนจะมีผลให้เล่นง่ายดายกว่า โดยเหตุนั้นใครก็ช่างที่เป็นกลุ่มที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับสลากเตะในบ้านก่อน กลุ่มนั้นจะได้เปรียบ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยหล่นความเห็นเอาไว้นานแล้ว

ตามธรรมดาแล้วกลุ่มที่เก่งกว่าก็น่าจะเอาชนะกลุ่มที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กโน่นแล

ถ้าด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ที่เรื่องพัฒนาการของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้แต่ละกลุ่มเกือบจะใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ในแง่ทุน, ฝีเท้านักเตะ กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน

กฎอะเวย์โกลจึงเรียกว่าน่าเอื้อกลุ่มเล็กๆมากกว่า เหตุเพราะพวกกลุ่มใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งสองเกม

ถ้าประตูกลุ่มเยือนนี่แหละ…มักรังแกพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแม้กระนั้นพวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของจ่าฝูงลีก เอิง ขณะนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความอยากละเลียดงานวันนี้ โดยพลันที่เห็นท่าทีคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็มิได้แตกต่างจากผีเสื้อสักตัวที่พบกับใยแมงมุมจนกระทั่งทำให้บินต่อไม่ติด ในขณะที่ดอกไม้อันงามชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือข้อตกลงที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แม้กระนั้นมันก็อาจจะดียิ่งกว่าเตะจุดโทษถ้าพินิจเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เพราะมันได้วัดกึ๋นของโค้ชกับความเตรียมตัวของกลุ่ม

ถ้าผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะคัดค้าน

เพราะมันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป ผีแดง

ระยะนี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ปัจจุบันสื่อฝรั่งเศสหลายรายรวมถึงผู้สื่อข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าฝรั่งเศสกับ ‘ภูติผีแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ลองสื่อภูมิลำเนาของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ดูท่าจะมีต้นเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย ด้วยเหตุว่าทางฝั่งประเทศสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากแม้กระนั้นก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าจำกันได้ ตอนวันที่ 24 ม.ค.ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว สำคัญๆก็ว่าถึงข่าวสารรวมทั้งกระแสที่ประเทศสเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แม้กระนั้นก็ทิ้งท้ายว่ามันมีความเป็นไปได้พอสมควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดเหตุการณ์มาเรื่อยๆรวมทั้งการตีข่าวสารจากฝรั่งเศส เห็นทีอาจต้องปรับระดับ ‘ความน่าจะเป็น’ ให้สูงขึ้นอีก พินิจพิจารณากันตรงนี้ เพราะเหตุใด กริซมันน์ ก็เลยจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลสำคัญๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงเลขลำดับ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลว่ากล่าวโก รวมทั้งอยากได้ไขว่คว้าหาการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนกระทั่งช่วงนี้ก็เกือบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวถือว่าบรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่ง เป็นนายทัพตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ได้รางวัลผู้เล่นเยี่ยมที่สุดของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะปัจจุบันจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนคลับตราหมี รวมทั้งผู้คนในแวดวงแล้ว กริซมันน์ กลับบรรลุผลสำเร็จคว้าชัยชนะกับ แอตเลว่ากล่าวโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูปัจจุบัน แม้กระนั้นก็อกหักไป ส่งผลให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลว่ากล่าวโก เขาก็เลยได้เพียงแต่แชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแต่รายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองเส้นทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากกว่าหนึ่งนัด ซึ่งถ้าหากกลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด แบบงี้ก็โบกมือลาช่องทางคว้าชัยชนะได้เลย เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็นแสนเข็ญ ด้วยเหตุว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ รวมทั้งเพื่อนฝูงๆดันปราชัยคารังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมาก ช่องทางจอดปีนป่ายเพียงแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแต่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มสุดท้ายเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความคาดหวัง แม้กระนั้นเส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูเซ่น ได้ แม้กระนั้นก็มีเสือราชสีห์วัวกระทิงเเรดรออยู่อีกมากมาย ด้วยการบรรลุเป้าหมายที่คว้ามาได้เพียงแต่น้อยนิด บางทีอาจเป็นชนวนเหตุให้เขาคิดถึงความเจริญในอนาคต ด้วยเหตุว่าสำหรับอาชีพนักเตะ การคว้าชัยชนะรวมทั้งการยกระดับตนเองขึ้นไปเรื่อยๆถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีสมรรถนะมากกว่าจะเอื้อช่องทางให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าเลขลำดับ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตกลงใจยกระดับตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาพัฒนาตนเองจากนักเตะฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดถ้าหากเขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ นอกจากกิตติศัพท์ รวมทั้งเกียรติศักดิ์แล้ว เรื่องของรายพอดีจะมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าถ้า กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าจ้างพรั่งพร้อมเสมอกันกับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าจ้างนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในตอนนี้ ถือว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีพอๆกับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าจ้างสูงสุดที่กระดานแอตเลว่ากล่าวโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์เลขลำดับหนึ่งของกลุ่ม แม้กระนั้นถ้าจะอัพให้มากกว่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่า ‘ตราหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยด้านการเงินเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้เพียงแค่ 6 ล้านยูโร นักเตะทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากกว่า 6 ล้าน ถ้าหากนักเตะรายใดที่อยากได้ได้มากกว่า ก็มีเพียงแค่ทางเลือกเดียวเพียงแค่นั้นเป็น ‘ย้ายออก’ เฉกเช่นในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าจ้างที่สูงกว่า ทั้งๆที่บรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่งรวมทั้งเล่นกับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกต้นเหตุนึงที่มีส่วนสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพนับถือ รวมทั้งเชื่อใจ สิเมโอเน่ เป็นอย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแม้กระนั้นจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ท้องนาสิออน สื่ออาร์เจนว่ากล่าวน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกสบายกับชีวิตที่มาดริด แม้กระนั้นความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ลองพ่อกุนซือใหญ่กล่าวชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรจะเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อไม่ค่อยสบายใจที่ว่า แอต.มาดริด บางทีอาจไม่ยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนจะเป็นการสันนิษฐานที่พร่า ด้วยเหตุว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับการขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด โคนร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งเหล่านี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจไม่มีข้อยกเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะถูกจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา สิ่งสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? ถ้าระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกข้อตกลงที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ปัจจุบันผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงเรื่องนี้ แม้หลายคนยังไม่เชื่อว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แม้กระนั้นถ้าลงเอยแล้วมันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเขาย้าย พวกเราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาพวกเราทำให้เห็นมาบ่อยครั้งแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทัศนะกับผมไว้แบบนี้ส่วนตัว ผมเห็นว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวรวมทั้งคนซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลว่ากล่าวโก ก็แค่รอคอยรับฟังข้อเสนอ

ครึ่งฤดูกาลของโชเซ่ มูรินโญ่กับแมนยู

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก ทำไมน่ะหรือ ? เนื่องจากประวัติศาสตร์ของสมาพันธ์นี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดคือพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าเกลียด แต่ควรจะทำได้ดีมากกว่านี้ โดยดูจากกลุ่มกำลังพอดีและก็ทำผลงานก้าวหน้า
ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม เราแทบมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เนื่องจากเขาคงตระหนักดีว่าการมารับงานที่สมาพันธ์นี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำมั่นทึ่มๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์โน้นแชมป์นี้
"ผมถามตนเองว่า : ทำไม ในปีหลังๆสิ่งต่างๆมิได้สวยตามเคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่เด่นชัดคือ ฟุตบอลเปลี่ยนไปมาก และก็การแข่งขันชิงชัยมิได้เหมือนเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครอบครองความใหญ่โตอยู่กลุ่มเดียว ผมเข้าใจดี ผมทราบดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าเกิดคุณคิดออกครั้งแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมมิได้ถือตัวเลย ผมทราบดีว่าคำบอกเล่าผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมพูดว่า : "ผมอยากให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ในเวลานี้" แต่ผมมีความคิดว่า ถึงในเวลานี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะคืออะไร คุณก็ต้องพูดอย่างงั้น แต่ผมทราบดีว่ามันยาก"
"ผมทราบดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีหลัง ผมทราบดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สมาพันธ์อื่นๆแต่ผมก็ยังอยากเปิดให้สัมภาษณ์แบบงั้น เนื่องจากผมรู้สึกว่ามันถูกต้อง"
นี่คือการพูดของคนที่ตระหนักทราบ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มูรินโญ่มิได้ถือตัวอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวคือต้องได้แชมป์ ไม่ว่ากลุ่มขณะนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม และก็เขาทราบดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับสมาพันธ์ที่ผมอยากไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกสิ่งที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากกว่านี้แล้วในทางของ เวลา, ความต้องการ และก็ความตั้งใจจริง ผมแฮปปี้กับตนเอง"
"ถ้าเกิดผมพินิจพิจารณาตนเอง ผมมีตอนไปถึงเป้าหมาย ที่ผมได้แชมป์เยอะมาก แต่ผมมิได้สุขสบายเต็มกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำในขณะนั้น ผมมีความคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากกว่านั้น และก็ทำอะไรให้ดีมากกว่านั้นได้ แต่ปัจจุบันนี้ ผมมความสำราญกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมทราบดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสำราญอย่างยิ่งยวดในฟุตบอลอยู่ นั่นคือพากลุ่มชนะและก็ได้แชมป์"
แสดงว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด และก็เชลซี 2 รอบ ที่เขานำกลุ่มได้แชมป์มาตลอด แต่เขากลับทราบดีว่าตนเองยังไม่อิ่ม
มีความคิดว่าตนเองยังไม่เต็มกำลังกับการคุมกลุ่ม แต่ในเวลานี้เขากลับพูดว่า เขากำลังสุขสบายที่สุด ทั้งๆที่สถานการณ์และก็จังหวะการคว้าแชมป์ของซาตานแดง ณ เวลานี้ ไกลห่างจากการประสบความสำเร็จ … ทำไมถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรคือความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การกล่าวยกย่องที่ท่านมีให้แก่พวกสมาพันธ์ใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมคิดออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ผมทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เนื่องจากมันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม ผมต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดโดยทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการกลุ่ม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) และก็ครั้งแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดเยอะมากในอาชีพของผมและก็ผมเข้าใจดีถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมมิได้เรียนรู้อะไรเลยตอนมาร่วมกลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนรู้เรื่องของสมาพันธ์ต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่กับตรงนี้ ผมไม่จำเป็นจะต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมทราบเกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจำนวนมาก แม้กระทั้งจนถึงก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี เปิดฉากกลุ่มชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นที่ปรึกษา และก็ข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในช่วงเวลาที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มตระเตรียมเปลี่ยนตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตะเบ็งใส่หูผม" และก็เขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสมาพันธ์ที่เขาถูกใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีวันลืมเหมือนกัน
"คุณคงหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แต่ความจำที่เด่นชัดของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือในตอนที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 ต่อจากนั้นอีก 5 นาทีต่อมาเป็นเมืองนรก!!"
"ตามเดิมแล้วถ้าเกิดเรายิงประตูในนาที 88 คู่ปรับของเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างงั้น เรากลับมี 5 นาทีนายทวารเราต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสาเด้งไปมา แบ็กซ้ายของผมต้องไปยืนคุมเสา เรารู้สึกว่ามันคงจบไปแล้ว แต่พวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) รู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังเวลานี้ก้าวหน้า"
"ผมรู้สึกว่าเกมมันจบสุดแท้แต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมเกมจบลง มันเป็นเมืองนรกของเราเลย เมืองนรก!!!"
สถานการณ์ในเวลานี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่เขาเป็นที่ปรึกษาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะที่ปรึกษาคู่ปรับ โอกาสนี้เขาเดินลงสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสมาพันธ์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่อก
"กระหยิ่มใจ ผมมีความภาคภูมิมากที่ได้เป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมกลุ่มใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์เยอะมาก มีที่ปรึกษายิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่เขินเลย ไม่นิดหน่อย ผมแค่รู้สึกว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ และก็นิ่งมาก ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ผมก็กระหยิ่มใจมากเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่ปรับ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณดูไปทั่วสนามแล้วรำพึงรำพันว่า "ว้าววว" แต่ผมก็เคยมีความคิดว่ามันเหมาะสมกับผมเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกกระหยิ่มใจมากทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างงั้น และก็หวังว่าจะรู้สึกอย่างงั้นไปกระทั่งยามค่ำคืนท้ายที่สุดของผม มันควรจะเป็นอย่างงั้น ผมไม่ชอบเลยเวลาผู้เล่นอยู่ตรงนี้ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสมาพันธ์ลดลง"
การได้มาคุมกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขาเข้าใจดีถึงประวัติศาสตร์สมาพันธ์หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของการให้โอกาสเด็กจากกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดให้โอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมทราบ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่มีบุคคลที่พร้อม (สำหรับกลุ่มชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูที่แล้ว หลายๆคนคอยโอกาส หลายๆคนมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นจะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอให้พวกเขาทำผิดพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"ลู่ทางก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีวันเลือกอื่น เนื่องจากมีนักฟุตบอลเจ็บจำนวนมาก"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความคาดหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงขึ้น"
"ถ้าเกิดคุณไปไล่ดูในความเป็นมาดาวรุ่งของสมาพันธ์ คุณจะเจอ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่มิได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่ต่อจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่เรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งส่วนใหญ่ พวกเขาขึ้นมาครั้งแรก ไม่ทราบสึกกดดัน ไม่ทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่ปรับก็ไม่เคยทราบ เลยโดนโจมตีแบบไม่ตั้งตัว แต่เราก็ฝึกกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางคราวฟุตบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่นอน ทุกคนตรงนี้เข้าใจดีถึงหนทางของสมาพันธ์นี้ที่ให้โอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนกับว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินการอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นที่ปรึกษาในขณะนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่ต้องการโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาต้องนั่งข้างสนามบ่อยเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาพากเพียรอดกลั้น พากเพียรนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกสุขสบายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนที่ปรึกษาบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับกลุ่มไปยาวๆ
"ผมมีข้อตกลง 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากกว่านั้นได้ขณะนี้ แต่ถ้าเกิดผมไปถึงเป้าหมายขณะนี้ผมคงขอข้อตกลงเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเนื่องจากผมอยากอยู่"
"ผมอยากอยู่ตรงนี้ มันเป็นสมาพันธ์ที่ผมสามารถสร้างการบรรลุผลใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักนิด ผมรู้สึกว่า 3 ปีก็พอเพียงแล้ว (ในการทำกลุ่มกลับมาไปถึงเป้าหมาย)"
"ผมมิได้ขอมากกว่านี้ แต่ผมอยากอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ในตอนที่ผมต้องการ เนื่องจากผมไม่ต้องการจากไปเลย"

มิราเคิลของจิ้งจอกสยาม

ขอกล่าวว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากมายครับผม มหัศจรรย์เท่าๆกับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ สิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวว
คือตั้งแต่แมื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! สมัยก่อนผู้ร่วมทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งต่อๆกันในทุกรายการ โดยกระหน่ำไป 15 ประตู รวมทั้งเสียเพียง 4 เม็ดเพียงแค่นั้น
พลพรรคจิ้งจอกสยามมีชัยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนกระทั่งแทบมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่ๆแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มในที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าพวกมึง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดูกาล เผลอๆอาจมีสิทธิ์คุ้มครองแชมป์ของตนได้สำเร็จด้วย ไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับผมว่าเรื่องพวกนี้จะมีขึ้น ภายหลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับผม – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แม้กระนั้นก็จำเป็นต้องเชื่อ เนื่องจากมันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งผอง 25 นัดหมาย ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่แข่งได้เพียง 5 นัดหมายเพียงแค่นั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะแปลงที่ปรึกษาใหม่ เลสเตอร์ เผชิญความปราชัยถึง 7 นัดหมาย รวมทั้งเสมอ 2 นัดหมาย โดยแพ้ผู้ใดกันเลย
ผลงานตกต่ำดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นข้างหลังตีน พวกเขาเปลี่ยนร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนกระทั่งไปยืนอยู่หน้าปากเหว ล่อแหลมต่อการโดนถีบตกชั้นทั้งที่ตัวเองมีศักดิ์เป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ชำนาญทางด้านเกมลูกหนังคนจำนวนไม่น้อย (รวมทั้งผู้ไม่ช่ำชองอย่างผมด้วย) พากันวิเคราะห์หาต้นเหตุที่กล่าวว่าเพราะอะไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความรันทดแบบนี้ ก่อนจะเจอต้นเหตุหลักๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ น่าจะหมดแรงกระตุ้น ข้างหลังพุ่งเข้าชนการบรรลุเป้าหมายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมาคม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่แข่งย่อมระมัดระวังรวมทั้งเน้นเยอะขึ้นเรื่อยๆยามพบกลุ่มจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายท่านฟอร์มตกอย่างน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ภูติเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้
รวมทั้งฯลฯ เช่น "พลังงานบางสิ่ง" ที่พิสูจน์มิได้ด้านวิทยาศาสตร์น่าจะเสื่อมความขลังซะแล้ว
หรือกองเชียร์จิ้งจอกสยามที่เคยเจออย่างเยอะมากในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์น่าจะหายบ้าเห่อ ภายหลังที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แม้กระนั้นในความมีชัย 6 นัดหมายปัจจุบัน มันชี้ชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหากลุ่มนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงกระตุ้นที่ไหน สิ่งที่เห็นคือการไล่ขย่มคู่แข่งอย่างเอ็นหน้าจอยนิ้วโป้งเท้า
แม้คู่ปรับจะระมัดระวังอย่างต้องหนักตามสูตรสำเร็จเวลาพบแชมป์เก่า แม้กระนั้นพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมนิ้วโป้งเท้าด้วย
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้กระนั้น เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อบุคคลอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเยี่ยมพอที่จะเอาชนะคู่แข่งเหมือนเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ภูติเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมาอีกรอบ
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็มิได้ทำอะไรบกพร่องน่าขยะแขยง แล้วผู้ร่วมทีมจะงัดเลื่อยไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร รวมทั้งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของกลุ่มที่เป็นชาวไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ผู้ใดกันแน่ที่มาเข้าพบแล้ววิงวอนให้ปลดที่ปรึกษาชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักหน่อย เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษกล่าวหาว่าขอเข้าพบเจ้าของกลุ่ม เพื่อถีบเจ้านายของตนออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเช่นเดียวกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อัปยศอย่างงั้น
ก็เลยเพียงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มผู้ฝึกสอน" ครับผม มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มผู้ฝึกสอนเนี่ย เนื่องจากมันน่าสมเพช รู้เรื่องว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ราษฎรคิดกันไปเองซะมากกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ราษฎรเขานินทากัน แล้วเหตุใด ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนรวมทั้งข้างหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงจะจำเป็นต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีผู้ใดกันรู้มาก่อน เขากำหนดแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ผู้ร่วมทีม เน้นเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะจู่โจมแบบลอบสังหาร อาศัยความสามารถส่วนตัวของ รียาด ภูติเรซ รวมทั้งความรวดเร็วกวานเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็เหมือนเดิมเป็น4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมศักยภาพอาจน้อยกว่าเดิมด้วย เนื่องจากอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน ข้าก็อยู่ที่ตรงนั้น
…ว่าแล้วก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะติดต่อกัน 6 นัดแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตตำหนิ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบนี้เลยครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่นัดแรกได้แค่ 4 ครั้งต่อๆกันเพียงแค่นั้น
นอกจากนี้จำเป็นต้องชื่นชอบเจ้าของกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ ด้วยครับผมที่ตัดสินใจได้ถูกที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนอังกฤษแต่กำเนิด กำเนิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ตอนนี้อายุ 53 ขวบ ในสมัยก่อนเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด รวมทั้งเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านผู้ฝึกสอนหนแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษากลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน หลังจากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ สิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกรอบในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบสุดกำลังพร้อมทำสถิติสุดยอด ประเภทที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มคนใดในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำได้ คือคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งต่อๆกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ผู้ร่วมทีมของเขาก็เอาชนะคู่แข่งได้สำเร็จครับผม-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งก็หมายความว่าสถิติในการคุมกลุ่ม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ น่าจะลอกการบ้านเก่งครับผม เนื่องจากเขาเกือบจะมิได้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยการทำทุกสิ่งทุกอย่างราวที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ให้กลับมาได้เหมือนเดิมอีกต่างหาก
ก็แค่ในความรันทดของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเนื่องจากนักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกรอบ กลับไม่มีใครมองดูเลยว่ามันเป็นความสามารถของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละเป็น"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนถัดไปครับ

แหม่…นี่ถ้าผมเป็นประธานชมรมฟุตบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับประกันว่ากลุ่มชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากนี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตคำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากมายครับผมที่อยู่ๆเลสเตอร์ สิตี้ ก็กลับชาติมาเกิดใหม่ เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักแบบนี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันร้อนแรงแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ สิตี้ รวมทั้งนาทีนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ บางทีอาจจะงงเต็กพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แม้กระนั้นนี่แหละคือความเร้นลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ บนเหลี่ยมเลห์กลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มผู้ฝึกสอนครับผม

ฟิโก้ชูโรนัลโด้พร้อมเล่นทุกตำแหน่ง

อดีตเพลย์เมคเกอร์ตำนานของโปรตุเกสชื่นชมCR7ว่าเป็นผู้เล่นที่สามารถปรับตัวเข้ากับทุกคำแหน่งในเกมได้อย่างไม่มีปัญหา

หลุยส์ ฟิโก้ ตำนานเพลย์เมคเกอร์ของทีมชาติโปรตุเกส, บาร์เซโลนา และ เรอัล มาดริด เชื่อว่า CR7 หัวหอกทีมเรอัล มาดริด จะสามารถปรับตัวและลงเล่นได้ในทุกตำแหน่งอย่างไม่มีปัญหา

CR7 เริ่มต้นอาชีพฟุตบอลในตำแหน่งปีก ก่อนจะถูกขยับขึ้นไปเล่นในตำแหน่งหน้าเป้าและมีสถิติการทำประตูที่น่าเหลือเชื่อ ขณะที่ปัจจุบันเจ้าตัวในวัย 32 นั้นเริ่มเล่นให้ทีมในรูปแบบที่ต่างออกไปบ้าง เนื่องจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป

ซึ่งเพลย์เมคเกอร์รุ่นพี่ก็เชื่อว่า ไม่ว่าจะถูกซิเนดีน ซีดาน กุนซือคนเก่งมอบหมายตำแหน่งใดให้ ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับโรนัลโด้

"CR7เป็นผู้เล่นระดับท็อป" ฟิโก้กล่าวกับ Goal "ผมคิดว่าเขาสามารถปรับตัวเข้ากับตำแหน่งในก็ได้ เพราะเขามีสัญชาตญาณการทำสกอร์ ยังไงก็ยิงได้แน่นอน"

เมื่อถามถึงการผันตัวมาเป็นโค้ชระดับแชมป์ยุโรปของซิเนดีน ซีดาน เพื่อนร่วมรุ่น ฟิโก้ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานของ PremierW88Futsal ลีกฟุตซอลอาชีพของอินเดีย ยอมรับว่าประหลาดใจไม่น้อย

"ไม่เคยรู้เลยครับ(ว่าซีดานจะมาเป็นโค้ช) เพราะตอนเราเล่นด้วยกัน เขาไม่เคยพูดถึงเลยว่าอยากเป็นโค้ช เรื่องนี้ผมเซอร์ไพรส์เลย

"แต่เขาทำได้ดีนะ ผมก็ดีใจด้วย"

เมื่อถามถึงทรรศนะว่าใครน่าจะได้แชมป์ลา ลีกา ในฤดูกาลนี้ ฟิโก้ตอบกั๊ก ๆ ว่า "ไม่เรอัล มาดริด ก็บาร์เซโลนา ผมว่าพวกเขาสักทีมจะเป็นแชมป์ครับ"

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ราคาแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีส แซงต์ แชร์กแมงยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะค่าตัวมาร์โค แวร์รัตติออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

แข้งวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

พาร์เลอร์ แนะอาร์เซนอลทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเจ๊

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานแข้งปืนใหญ่ ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส ผู้จัดการทีมเซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมทีมปืนใหญ่ ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

ผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับปืนใหญ่หลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหาผู้จัดการทีมความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ หงส์แดง กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 เกมติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับสโมสร ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยเซนเตอร์วัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งเซนเตอร์ให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน

เรือใบสีฟ้า ยัน”เชซุส”กระดูกฝ่าเท้าแตก

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ของสังกัด ว่า กาเบรียล เชซุส ดาวยิงวัย 19 ปี ได้รับบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าแตก

กองหน้าชาวบราซิลเลียนย้ายเข้ามาช่วยทัพแมนซิตี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเขาก็ไม่ทำให้สังกัดผิดหวัง โชว์ฟอร์มเก่งด้วยการยิง 3 ประตู จากการลงเล่นตัวจริง 2 นัดในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บทำให้ต้องออกจากสนามตั้งแต่ 15 นาทีแรกจากเกมที่บุกคว้าชัยบอร์นมัธ 2-0

ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา ฉุนผู้ช่วยอุไน เอเมรี ที่ตะโกนสั่งตลอดตลอดการแข่งขัน

เบน อาร์กฟา หัวหอก ของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่ฉุน  ฆวน คาร์ลอส การ์เซโด้ ผู้ช่วยของ อุไน เอเมรี ผู้จัดการทีม  ของทีม ที่ตะโกนสั่งลูกทีมในสนามตลอดเกมเยือนบอร์กโดซ์ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ดาวเตะ 29 ลงเล่นเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 71 แต่กลับได้ยิน ฆวน คาร์ลอส การ์เซโด้ ที่ตะโกนสั่งผู้เล่นอยู่ขอบสนาม ทำให้เขาอารมณ์เสียและเดินมาคุยกับโค้ชรายนี้อย่างตรงไปตรงมา
"คุณตะโกนมากเกินไป ปล่อยให้พวกเราเล่นเถอะ หยุดตะโกนอย่างนั้นได้แล้ว" อาร์กฟา พูดกับโค้ชหลังจบเกม